การตรวจ HIV มีผลกี่แบบ ?

By Doctor Consult

การตรวจ HIV มีผลกี่แบบ

การตรวจ HIV เป็นวิธีการที่จะช่วยให้ทราบว่าเราติดเชื้อ HIV หรือไม่ เนื่องจากว่าเป็นโรคที่ไม่แสดงอาการให้เห็นได้ชัดเจนในช่วงแรก ส่งผลให้อัตราการแพร่ระบาดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผู้ติดเชื้อบางรายนั้นไม่ทราบเลยว่าตนมีเชื้อ HIV อยู่ในร่างกาย ดังนั้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ทุกคนเข้ารับการตรวจ HIV อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ใครบ้างที่ควรตรวจ HIV ?

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย
  • ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
  • ผู้ที่เพศสัมพันธ์โดยไม่ขาดสติ
  • ชายรักชายที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักและไม่ได้สวมถุงยางอนามัย
  • ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
  • ผู้ป่วยวัณโรค
  • ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ 
  • หญิงตั้งครรภ์ที่เข้ารับการฝากครรภ์
  • ผู้ที่ทราบว่าคู่นอนติดเชื้อเอชไอวี
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีจากอุบัติเหตุ

ความหมายของผลตรวจ HIV มีอะไรบ้าง?

Positive

หากคุณได้รับผลการตรวจที่แสดงผลเป็น Reactive หรือ Positive ซึ่งส่วนใหญ่อาจรู้จักกันจากคำว่า “เลือดบวก” หมายความว่าคุณติดเชื้อเอชไอวีในร่างกาย หากคุณเข้ารับการตรวจในสถานพยาบาล คลีนิคนิรนาม หรือ คลินิกเฉพาะทาง ทางแพทย์ผู้ตรวจจะให้คุณเลือกได้ว่าจะรับผลเลือดทางใดเพื่อความเป็นส่วนตัวตามที่ผู้ตรวจต้องการ ในกรณีนี้หากคุณเลือกรับผลเป็นเอกสารจัดส่งถึงบ้าน แน่นอนว่าจะต้องเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที ทั้งนี้ควรรับมืออย่างมีความรู้ความเข้าใจโดยที่ไม่มีความตื่นตระหนก เนื่องจากปัจจุบันการรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ด้วยการรับยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพและการตรวจเช็คร่างกายอย่างสม่ำเสมอ คุณก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติไม่ต่างจากคนทั่วไป หากในกรณีที่รับผลการตรวจ HIV จากแพทย์ผู้ตรวจโดยตรง แพทย์จะให้คำแนะนำในการเริ่มต้นเข้ารับการรักษาอย่างเป็นกระบวนการ คุณจะได้รับคำปรึกษา สอบถาม ขอคำแนะนำได้เต็มที่ ซึ่งจะสร้างความมั่นใจในการรักษาให้คุณได้มากกว่านั่นเอง หรือหากเป็นการตรวจจากชุดตรวจ HIV ด้วยตนเอง ผู้ตรวจควรเข้ารับการตรวจยืนยันโดยแพทย์อีกครั้ง ตลอดจนป้องกันและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นด้วยเช่นกัน

Negative

หากคุณได้รับผลการตรวจที่แสดงผลเป็น Non-Reactive หรือ Negative ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเข้าใจในคำว่า “เลือดลบ” หมายความว่าคุณไม่ติดเชื้อเอชไอวีในร่างกาย แต่ถึงอย่างไรก็ตามหากผลการตรวจเป็นลบ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาให้ตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อป้องกันผลลบปลอมที่อาจเกิดขึ้นได้ จากการที่ผู้ตรวจเข้ารับการตรวจในช่วงระยะฟักตัวของเชื้อ (Window period) ซึ่งไม่สามารถตรวจพบเชื้อได้แต่ร่างกายมีเชื้อเอชไอวีอยู่ ดังนั้นจึงต้องตรวจ HIV อีกครั้ง คือ 3 – 6 เดือน หลังจากการตรวจครั้งแรก ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ร่วมด้วย แต่ในกรณีของผู้ตรวจที่เลือกใช้ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง เน้นย้ำว่าอย่าเพิ่งชะล่าใจในผลการตรวจที่ได้รับ คุณควรทำการตรวจซ้ำอีกครั้งในระยะ 3-6 เดือนเช่นเดียวกัน หรือเพื่อให้เกิดความมั่นใจมากที่สุดควรเข้ารับการตรวจยืนยันโดยแพทย์อีกครั้ง ทั้งนี้ไม่ควรคิดว่าตนเองไม่มีเชื้อ 100% ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อการติดเชื้อหรือแพร่เชื้อด้วย 

Invalid Result 

ผลการตรวจนี้จะแสดงเฉพาะในชุดตรวจ HIV ด้วยตนเองเท่านั้น เป็นผลที่บ่งบอกว่า ชุดตรวจนั้นไม่สามารถแปรผลได้ หรือ ไม่แสดงผล เนื่องจากปัจจัยหลากหลายด้านที่ทำให้ชุดตรวจไม่สามารถแสดงผลที่ชัดเจนได้ เช่น อุปกรณ์บางส่วนชำรุด เสียหาย ไม่พร้อมต่อการใช้งาน ปริมาณเลือดหรือปริมาณน้ำยาที่น้อยเกินไป รวมไปถึงผู้ตรวจอาจปฏิบัติตามขั้นตอนไม่ครบถ้วนตามคำแนะนำ ตลอดจนข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการตรวจด้วยตนเอง ซึ่งผู้ตรวจควรทำการตรวจซ้ำอีกครั้งด้วยขั้นตอนและวิธีการที่ตรงตามคำแนะนำ หรือเพื่อให้เกิดความมั่นใจ พร้อมป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง แนะนำให้เข้ารับการตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสถานพยาบาล คลินิก มูลนิธิที่ให้บริการจึงจะดีที่สุด

หลังทราบผลว่าติดเชื้อ HIV ควรทำอย่างไร ?

หลังจากที่ทราบผลการตรวจ HIV และได้รับการยืนยันจากแพทย์แล้วว่า ติดเชื้อเอชไอวี สิ่งที่จะต้องทำต่อจากนี้คือการเข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด ด้วยการพิจารณาแนวทางการรักษาจากแพทย์เจ้าของไข้ ทั้งนี้ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวให้เหมาะสมเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อเอชไอวีไปสู่ผู้อื่น โดยมีแนวทางข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • ทำความเข้าใจ ศึกษา ปรึกษา ซักถาม ข้อสงสัยต่าง ๆ จากแพทย์ให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง หากมีความกังวลว่าคนในครอบครัวจะตื่นตระหนกกับผลการตรวจ ควรให้ครอบครัวเข้าฟังคำแนะนำจากแพทย์ด้วย จะช่วยให้การรักษาเป็นไปได้อย่างราบรื่น โดยที่ไม่ต้องระแวงว่าคนใกล้ชิดจะตีตราในแง่ลบ
  • เข้าสู่กระบวนการรักษาเอชไอวีตามคำแนะนำของแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อยับยั้งเชื้อไวรัสลุกลามไปสู่ระยะที่รุนแรงมากกว่านี้
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด พบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ทานยาให้ครบและตรงเวลาที่กำหนด 
  • หากมีอาการผิดปกติในระหว่างการรักษา ควรรีบเข้าพบแพทย์เพื่อแจ้งอาการโดยเร็ว
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • คลายความกังวล ไม่คิดมาก ดูแลสุขภาพจิตใจให้แข็งแรงร่วมด้วย หากต้องการคำปรึกษาให้พบแพทย์หรือเลือกเข้าพบจิตแพทย์เพื่อรับคำแนะนำอย่างเหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย เช่น ดื่มสุรา สูบบุหรี่ เสพสารเสพติดทุกชนิด การพักผ่อนไม่เพียงพอ เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจตามมาได้
  • ผู้ที่มีครอบครัว หรือ คู่รัก ควรปรึกษาแพทย์ด้านการปฏิบัติตน การดูแล ตลอดจนเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ หรือ มีบุตร โดยการรับยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีอย่างต่อเนื่อง

อ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

การตรวจ HIV นับว่าเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ ที่ทุกคนควรทำ เพราะเป็นทางเลือกหนึ่งในการป้องกันการติดเชื้อ และป้องกันการแพร่สู่ผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากทราบผลว่าติดเชื้อก็จะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันทีไม่ต้องรอให้แสดงอาการ หากคุณมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและต้องการเข้ารับการตรวจ HIV สามารถทำได้ง่ายและใช้เวลาในการตรวจเพียงไม่นานก็ทราบผล โดยกระทรวงสาธารณสุขได้บรรจุให้ การตรวจ HIV อยู่หลักสุขภาพถ้วนหน้าที่ประชาชนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี เข้ารับการตรวจคัดกรองได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save
Exit mobile version