คำตอบสั้น ๆ ของคำถามเรื่อง ไวรัสตับอักเสบในชุดตรวจ STI คือ แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของไทย พ.ศ. 2567 แนะนำให้ผู้มารับบริการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีถ้าไม่เคยตรวจหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน และแนะนำให้ตรวจไวรัสตับอักเสบซีด้วย โดยบางจุดระบุว่าควรตรวจในใคร คนที่ประเมินว่าคุณควรตรวจรายการไหนคือแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ และผลคัดกรองที่มีปฏิกิริยา (ผลบวกขั้นคัดกรอง) ต้องตรวจยืนยันต่อ
ไวรัสตับอักเสบในชุดตรวจ STI อยู่ตรงไหนของชุด
แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรค เขียนว่าเชื้อที่วินิจฉัยได้จากการตรวจเลือด อาทิ เอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบีและซี เป็นกลุ่มที่ส่งตรวจได้โดยง่าย และเขียนว่าการดูแลผู้มารับบริการต้องคำนึงถึงการค้นหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นที่ยังไม่มีอาการ โดยยกไวรัสตับอักเสบบีและซีเป็นตัวอย่างด้วย
ส่วนองค์การอนามัยโลกระบุว่ามีเชื้อแปดชนิดที่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดมากที่สุด ในแปดชนิดนี้มีไวรัสตับอักเสบบี แต่ไม่มีไวรัสตับอักเสบซี
บีกับซีติดต่อทางไหน และแนวทางไทยเขียนถึงการตรวจไว้อย่างไร
ตารางนี้ย่อจากเอกสารข้อเท็จจริงขององค์การอนามัยโลก ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2569
| หัวข้อ | ไวรัสตับอักเสบบี | ไวรัสตับอักเสบซี |
|---|---|---|
| ช่องทางที่พบบ่อย | จากแม่สู่ลูกช่วงคลอด ในวัยเด็กเล็ก การสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งระหว่างมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ การฉีดยาที่ไม่ปลอดภัย และของมีคม | การสัมผัสเลือดเป็นหลัก เช่น การฉีดยาที่ไม่ปลอดภัยและการใช้เข็มร่วมกัน |
| ทางเพศสัมพันธ์ | พบมากขึ้นในผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนและมีคู่นอนหลายคน | พบได้จากกิจกรรมทางเพศที่ทำให้สัมผัสเลือด แต่เป็นช่องทางที่พบน้อยกว่า |
| วัคซีน | มี ป้องกันได้เกือบร้อยละ 100 | ยังไม่มีวัคซีนที่ได้ผล |
ในหัวข้อรายโรค เช่น หัวข้อโรคหนองใน แนวทางไทย พ.ศ. 2567 แนะนำให้ตรวจคัดกรองเอชไอวีและโรคอื่น เช่น ซิฟิลิสและไวรัสตับอักเสบบี ในผู้มารับบริการทุกราย และเขียนว่าควรตรวจไวรัสตับอักเสบซีในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย พนักงานบริการทางเพศ ผู้มีประวัติใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น และผู้มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
ข้อความเหล่านี้เขียนให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ และส่วนอื่นของแนวทางเล่มเดียวกันเขียนต่างออกไป คนที่ประเมินว่าคุณควรตรวจรายการไหนจึงเป็นแพทย์หรือเจ้าหน้าที่
ใครควรมีสองรายการนี้ในชุด และบ่อยแค่ไหน
ในส่วนต้นของบทการดูแลผู้มารับบริการ แนวทางไทย พ.ศ. 2567 แนะนำให้ผู้มารับบริการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นด้วย เช่น ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี
ตรงไวรัสตับอักเสบบี เอกสารมีวงเล็บกำกับว่าเฉพาะผู้มารับบริการที่ไม่เคยรับการตรวจ หรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ถ้าคุณเคยตรวจหรือเคยฉีดวัคซีนมาแล้ว ให้บอกเจ้าหน้าที่เพื่อประเมิน ส่วนความถี่ ย่อหน้าเดียวกันนี้ระบุตัวเลขไว้กับซิฟิลิส คือควรตรวจเลือดคัดกรองทุก 3 ถึง 6 เดือนหากยังมีพฤติกรรมเสี่ยง เราไม่พบว่าแนวทางฉบับนี้เขียนรอบตรวจของไวรัสตับอักเสบ รอบของคุณให้ถามเจ้าหน้าที่
สำหรับคนที่ใช้ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อเอชไอวี (เพร็พ) อยู่ ตารางการตรวจของผู้ใช้เพร็พในแนวทางการตรวจเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ ฉบับปี 2568 มีทั้งสองรายการ รอบตรวจให้ถามหน่วยที่ดูแลเพร็พของคุณ
เรื่องสิทธิ แนวทางฉบับปี 2568 บันทึกว่าการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซีในประชาชนทั่วไปที่เกิดก่อน พ.ศ. 2535 จำนวน 1 ครั้งตลอดชีวิต อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ และคนบางกลุ่ม เช่น ผู้มีเชื้อเอชไอวี และชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ได้รับสิทธิคัดกรองไวรัสตับอักเสบซีซ้ำทุกปี แนวทางบอกให้ดูประกาศฉบับปัจจุบันของ สปสช. ส่วนหน้าสิทธิสุขภาพดีป้องกันโรคของ สปสช. ที่เราเปิดเมื่อ 7 ตุลาคม 2569 ไม่ได้ลงรายการนี้ ก่อนไปจึงควรถามหน่วยบริการหรือสายด่วน สปสช. 1330
แนวทางฉบับปี 2568 ยังแนะนำผู้ที่ตรวจคัดกรองแล้วไม่พบไวรัสตับอักเสบบี ให้ตรวจภูมิคุ้มกันต่อ และรับวัคซีนตามข้อบ่งชี้ จึงควรถามเจ้าหน้าที่ว่าชุดที่คุณจะตรวจมีรายการนี้อยู่หรือไม่
ผลมีปฏิกิริยาแล้วเกิดอะไรต่อ
ผลครั้งแรกของทั้งสองโรคเป็นการคัดกรอง แนวทางการตรวจของไทย ฉบับปี 2568 เขียนว่าเมื่อผลคัดกรองพบ ต้องมีกระบวนการส่งต่อผู้รับบริการให้ตรวจยืนยัน สำหรับไวรัสตับอักเสบซี ถ้าพบแอนติบอดี (ภูมิที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อได้รับเชื้อ) ต้องตรวจหาสารพันธุกรรมหรือแอนติเจนของไวรัสเพิ่ม ถ้าพบคือกำลังติดเชื้อ ถ้าไม่พบ แนวทางแปลผลว่าเคยติดเชื้อและหายแล้ว
แนวทางไทยเขียนว่าประมาณร้อยละ 70 ของผู้ที่ได้รับเชื้อนี้กำจัดไวรัสเองไม่ได้ และเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง ยาปัจจุบันใช้ได้ครอบคลุมไวรัสทุกสายพันธุ์ ใช้เวลารักษา 12 สัปดาห์ มีโอกาสหายขาด แนวทางแนะนำให้ไปใช้บริการที่โรงพยาบาลตามสิทธิการรักษา ทั้งการตรวจยืนยันและยา ส่วนรายละเอียดของยาเป็นเรื่องที่แพทย์ผู้ดูแลกำหนด ไม่ควรซื้อยาหรือเริ่มยาเอง
สำหรับไวรัสตับอักเสบบี ถ้าผลคัดกรองพบ แนวทางแนะนำให้ใช้บริการตามสิทธิการรักษาเช่นกัน และให้คนในครอบครัว ได้แก่ คู่ บุตร บิดา มารดา และพี่น้องร่วมบิดามารดา มาตรวจและรับวัคซีนตามข้อบ่งชี้
ถ้าได้ผลมีปฏิกิริยา ให้ถามเจ้าหน้าที่ตรงนั้นว่าตรวจยืนยันต่อที่ไหนและใช้สิทธิอะไรได้ แนวคิดเดียวกับที่ใช้เมื่อตรวจเจอโรคหนึ่งแล้วต้องตามอีกหลายรายการ
ส่วนที่ป้องกันได้ก่อนจะต้องตรวจ
ไวรัสตับอักเสบบีมีวัคซีน คำแนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดช่วงชีวิต สำหรับประชาชน ปี 2569 ของกรมควบคุมโรค เขียนว่าผู้ใหญ่ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 และไม่เคยได้รับวัคซีน หากตรวจภูมิคุ้มกันและตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแล้วผลเป็นลบทั้งคู่ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีนให้ครบ
องค์การอนามัยโลกระบุว่าวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีป้องกันได้อย่างน้อย 20 ปีและน่าจะตลอดชีวิตสำหรับผู้ที่ฉีดครบชุด ส่วนไวรัสตับอักเสบซียังไม่มีวัคซีนที่ได้ผล ทางป้องกันที่องค์การอนามัยโลกให้ไว้คือเลี่ยงการสัมผัสเลือดที่มีเชื้อ

คำถามที่พบบ่อย
ถ้าไม่มีอาการเลย ยังควรมีสองรายการนี้ในชุดไหม
แนวทางไทย พ.ศ. 2567 ให้ค้นหาโรคที่ยังไม่มีอาการในผู้มารับบริการ และยกไวรัสตับอักเสบบีและซีเป็นตัวอย่าง ส่วนคุณควรตรวจรายการไหน ให้แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ประเมิน
เคยฉีดวัคซีนตับอักเสบบีครบแล้ว ยังตรวจบีซ้ำอีกหรือเปล่า
แนวทางไทย พ.ศ. 2567 กำกับไว้ว่าการตรวจไวรัสตับอักเสบบีในชุดคัดกรองนั้นสำหรับผู้ที่ไม่เคยรับการตรวจ หรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ถ้าคุณมีผลตรวจภูมิคุ้มกันหรือประวัติวัคซีน ให้นำไปให้เจ้าหน้าที่ดูเพื่อประเมิน
ถ้าเก็บแต่ปัสสาวะ จะรู้เรื่องตับอักเสบด้วยไหม
แนวทางไทย พ.ศ. 2567 จัดไวรัสตับอักเสบบีและซีไว้ในกลุ่มเชื้อที่วินิจฉัยได้จากการตรวจเลือด ถ้าครั้งนั้นเก็บเฉพาะปัสสาวะ ให้ถามเจ้าหน้าที่ว่ามีการเจาะเลือดตรวจสองรายการนี้ด้วยหรือไม่ เรื่องที่ปัสสาวะตอบได้และตอบไม่ได้ อ่านต่อได้ที่ ตรวจ STI จากปัสสาวะได้แค่ไหน
ผลแอนติบอดีตับอักเสบซีบวก แปลว่าป่วยแล้วใช่ไหม
ยังสรุปไม่ได้ แนวทางการตรวจของไทย ฉบับปี 2568 ให้ตรวจหาสารพันธุกรรมหรือแอนติเจนของไวรัสต่อ ถ้าพบคือกำลังติดเชื้อ ถ้าไม่พบ แนวทางแปลผลว่าเคยติดเชื้อและหายแล้ว การแปลผลเป็นหน้าที่ของแพทย์
ตรวจเจอตับอักเสบแล้ว เปลี่ยนคลินิกเลยดีหรือเปล่า
ให้ถามหน่วยที่ตรวจก่อนว่าการตรวจยืนยันและการรักษาส่งต่อไปที่ใด แนวทางการตรวจของไทย ฉบับปี 2568 เขียนว่าเมื่อผลคัดกรองพบ ต้องมีกระบวนการส่งต่อให้ตรวจยืนยัน
สรุป
แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของไทย พ.ศ. 2567 แนะนำให้ผู้มารับบริการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี โดยกำกับไว้ในตอนหนึ่งว่าเฉพาะผู้ที่ไม่เคยตรวจหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน และแนะนำให้ตรวจไวรัสตับอักเสบซี โดยบางจุดระบุว่าควรตรวจในใคร คนที่ประเมินว่าคุณควรตรวจรายการไหนคือแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ และผลคัดกรองที่มีปฏิกิริยาต้องตรวจยืนยันต่อ
สิ่งที่ทำได้ก่อนไปตรวจคือถามว่าชุดที่จะตรวจมีสองรายการนี้หรือไม่ มีการตรวจภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบีด้วยไหม ใช้สิทธิอะไรได้ และถ้าผลมีปฏิกิริยาจะส่งต่อไปที่ใด ถ้าต้องการภาพรวมของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก่อนตัดสินใจ อ่านได้ที่ STI: รู้ทัน ตรวจเป็น และรักษาได้
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 · กรมควบคุมโรค
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568
- Sexually transmitted infections (STIs) · World Health Organization
- Hepatitis B · World Health Organization
- Hepatitis C · World Health Organization
- คำแนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดช่วงชีวิต สำหรับประชาชน ปี 2569 · กรมควบคุมโรค
