
ตรวจเจอ STI ขอเพร็พได้ไหม แนวทางเพร็พของไทย ปี 2568 เขียนว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ใช่ข้อห้ามของการรับเพร็พ หรือยาป้องกันเอชไอวีก่อนสัมผัสเชื้อ และรับได้แม้ตรวจพบซิฟิลิส หนองใน หรือคลามิเดีย สิ่งที่ต้องมีก่อนคือผลตรวจเอชไอวี ซึ่งหน่วยบริการเป็นผู้ตรวจและประเมิน
ส่วนการป้องกันเอชไอวีต่อจากนี้ แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของไทย พ.ศ. 2567 ซึ่งเขียนให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขใช้ ให้หน่วยบริการเสนอตรวจเอชไอวี ประเมินและเสนอเพร็พ ให้คำปรึกษาเรื่องถุงยางอนามัย และติดตามคู่มารับการตรวจรักษา แต่ละเรื่องถามหน่วยบริการเองได้
ตรวจเจอ STI ขอเพร็พได้ไหม แนวทางไทยสองเล่มเขียนอย่างไร
แนวทางเพร็พของไทย ปี 2568 ให้หน่วยบริการให้เพร็พแก่ผู้ที่ประสงค์รับ โดยไม่มีข้อกำหนดด้านความเสี่ยง แต่มีข้อห้ามใช้ เช่น ผลตรวจเอชไอวีเป็นบวก ผู้ประเมินคือผู้ให้บริการ แนวทางยกตัวอย่างผู้ที่ควรได้รับการปรึกษาเรื่องเพร็พ เช่น ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และผู้ที่เคยรับเป๊ป หรือยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ
แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ให้หน่วยบริการประเมินความเสี่ยงต่อเอชไอวี และเสนอเพร็พแก่ผู้ที่ผลตรวจเอชไอวีเป็นลบและมีข้อบ่งใช้ เช่น มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างหนองในหรือซิฟิลิสใน 6 เดือนที่ผ่านมา หรือต้องการรับเพร็พ
องค์การอนามัยโลกเขียนว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม หนองใน และซิฟิลิส เพิ่มโอกาสรับเชื้อเอชไอวีได้
ก่อนเริ่มเพร็พ สามเรื่องที่ควรรู้
- ต้องตรวจเอชไอวีก่อน แนวทางเพร็พ ปี 2568 เขียนว่าการตรวจที่จำเป็นในวันแรกคือการตรวจเอชไอวีอย่างเดียว และเริ่มเพร็พได้แม้ความเสี่ยงครั้งล่าสุดยังอยู่ในระยะที่ตรวจไม่พบ เพราะต้องกลับมาตรวจซ้ำ 1 เดือนหลังเริ่มยา แนวทางเขียนด้วยว่าไม่ควรเริ่มเพร็พในผู้ที่สงสัยว่าเพิ่งรับเชื้อเอชไอวี ซึ่งอาการส่วนใหญ่คล้ายการติดเชื้อไวรัสทั่วไป เช่น ไข้ เจ็บคอ ถ้ามีอาการ ผู้เขียนแนะนำให้บอกเจ้าหน้าที่ให้ประเมิน
- ถ้าความเสี่ยงครั้งล่าสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง เป็นเรื่องของเป๊ปก่อน แนวทางเล่มเดียวกันให้พิจารณารับเป๊ปให้ครบ 28 วันแล้วจึงเริ่มเพร็พ ส่วนแนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 ให้เริ่มเป๊ปโดยเร็วที่สุด อย่างช้าที่สุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง ผู้เขียนแนะนำให้บอกเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ต้น และถ้าเลย 72 ชั่วโมงแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์
- เพร็พไม่ได้เริ่มป้องกันพร้อมกันทุกชนิด ระยะที่ยาเริ่มป้องกันได้ต่างกันตามชนิดของเพร็พ ให้ถามหน่วยบริการ ระหว่างนั้นถุงยางอนามัยใช้ได้ทันที
เรื่องค่าใช้จ่าย แนวทางเพร็พ ปี 2568 เขียนว่าคนไทยรับเพร็พชนิดกินได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใต้ชุดสิทธิประโยชน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ส่วนชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ตอนที่แนวทางพิมพ์ยังไม่อยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ หน้าสิทธิสุขภาพดีป้องกันโรคของ สปสช. ที่เปิดอ่าน 13 ตุลาคม 2569 ไม่ได้ลงรายการเพร็พไว้ ผู้เขียนแนะนำให้ถามหน่วยบริการก่อนว่าต้องจ่ายหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีบัตรประชาชนไทย

วันที่ไปรักษา แนวทางให้เสนอตรวจเลือดอะไร
แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ให้หน่วยบริการเสนอตรวจเลือดหาเอชไอวีแก่ผู้มารับบริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยมีการปรึกษาก่อนและหลังตรวจ และการตรวจขึ้นกับความสมัครใจ แนวทางแนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นด้วย เช่น ซิฟิลิส หนองใน และหนองในเทียม และให้นัดตรวจเลือดครั้งต่อไป เพราะวันแรกอาจอยู่ในระยะที่ยังตรวจไม่พบการติดเชื้อ
แนวทางการตรวจเอชไอวีของไทย ปี 2568 นับผู้ที่กลับมารักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ซ้ำ และผู้ที่ใช้เพร็พหรือเป๊ป ไว้ในกลุ่มที่จำเป็นต้องตรวจเอชไอวีซ้ำแม้ผลครั้งแรกเป็นลบ รอบตรวจของผู้ใช้เพร็พ แนวทางเพร็พ ปี 2568 กำหนดต่างกันตามชนิดของยา ส่วนผู้ที่ไม่ได้ใช้ยา ควรตรวจซ้ำห่างกันเท่าไร ให้ถามหน่วยบริการ
เรื่องการตรวจโรคอื่น อ่านต่อได้ที่ ตรวจเจอ STI หนึ่งโรค ควรตรวจอะไรเพิ่มอีกบ้าง
ถุงยางอนามัย ใช้ระหว่างรักษาและรับฟรีได้อย่างไร
แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ให้งดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการรักษา ถ้างดไม่ได้ ให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งและทุกช่องทาง
หน้าคู่มือผู้ใช้สิทธิของ สปสช. ที่เปิดอ่าน 13 ตุลาคม 2569 ระบุว่าหญิงและชายไทยวัยเจริญพันธุ์ อายุ 15 ปีขึ้นไป รับถุงยางอนามัยผ่านแอปเป๋าตังได้ครั้งละ 10 ชิ้นต่อคนต่อสัปดาห์ ไม่เกิน 52 ครั้งต่อปี ผู้ที่ไม่มีสมาร์ตโฟนให้แสดงบัตรประชาชนที่หน่วยบริการในระบบ เช่น คลินิก โรงพยาบาลรัฐ และร้านยา หน้านั้นให้สอบถามเพิ่มเติมที่ 1330
เรื่องคู่ คลินิกช่วยอะไรได้
แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ให้หน่วยบริการนัดคู่ที่ติดตามได้ ทั้งคู่ประจำและคู่ชั่วคราว มาตรวจคัดกรองและดูแลรักษาแม้ไม่มีอาการ และเขียนว่าถ้าคู่มารับการตรวจรักษาไม่ได้ อาจพิจารณาให้ยารักษาไปพร้อมกัน
ผู้เขียนแนะนำว่า ถ้าการบอกคู่เป็นเรื่องยากหรือไม่ปลอดภัย ให้เล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังก่อน แล้วถามว่ามีทางช่วยอย่างไร
อ่านวิธีคุยกับคู่ได้ที่ บอกคู่ว่าตรวจเจอ STI อย่างไร ให้คู่ไปตรวจและรักษาทัน และเรื่องการป้องกันเอชไอวีที่หน้า ป้องกัน HIV ให้เหมาะกับชีวิตจริง ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
คำถามที่พบบ่อย
กำลังกินยารักษาอยู่ เริ่มเพร็พพร้อมกันได้ไหม
แนวทางเพร็พ ปี 2568 เขียนว่ารับเพร็พได้แม้ตรวจพบซิฟิลิส หนองใน หรือคลามิเดีย และมีตารางยาที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งยาบางกลุ่มควรเลี่ยงหรือห้ามใช้ร่วมกับเพร็พบางชนิด ผู้เขียนแนะนำให้บอกผู้ให้บริการว่ากำลังใช้ยาอะไรอยู่ รวมถึงแอลกอฮอล์และสารที่ใช้ แล้วให้ผู้ให้บริการเป็นผู้ตัดสิน
ผลเอชไอวีวันนี้เป็นลบ แต่เพิ่งเสี่ยงมาไม่กี่วัน ต้องทำอย่างไร
บอกเจ้าหน้าที่ว่าเหตุเกิดเมื่อไร ถ้าไม่เกิน 72 ชั่วโมง แนวทางเพร็พ ปี 2568 ให้พิจารณารับเป๊ปให้ครบ 28 วันก่อน และแนวทางเอชไอวีของไทย ปี 2564/2565 ให้เริ่มเป๊ปโดยเร็วที่สุด อย่างช้าที่สุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง ถ้าเลย 72 ชั่วโมงแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์เรื่องเหตุครั้งนั้น ส่วนแนวทางเพร็พเขียนว่าผู้ที่เสี่ยงมาเกิน 72 ชั่วโมงและไม่มีอาการที่ชวนสงสัยว่าเพิ่งรับเชื้อเอชไอวี รับเพร็พได้ โดยต้องกลับมาตรวจเอชไอวีซ้ำ 1 เดือนหลังเริ่มยา
กินเพร็พแล้ว ยังต้องป้องกันด้วยวิธีอื่นไหม
แนวทางเพร็พ ปี 2568 เขียนว่าเพร็พเป็นยาป้องกันเอชไอวี ส่วนถุงยางอนามัยช่วยป้องกันได้ทั้งเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์ การใช้ถุงยางอนามัยจึงขึ้นกับเป้าหมายการดูแลสุขภาพของผู้รับบริการ แนวทางยังแนะนำให้ผู้ใช้เพร็พตรวจคัดกรองซิฟิลิส หนองใน และคลามิเดียแม้ไม่มีอาการ ส่วนแนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ให้งดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการรักษา ถ้างดไม่ได้ ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งและทุกช่องทาง
คู่ไม่สะดวกมาตรวจ ทำอย่างไร
แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 เขียนว่าถ้าผู้สัมผัสโรคมารับการตรวจรักษาไม่ได้ อาจพิจารณาให้ยารักษาไปพร้อมกัน ให้ถามหน่วยบริการที่รักษาคุณว่าทำได้หรือไม่ ผู้เขียนแนะนำว่าอย่าแบ่งยาของตัวเองให้คู่
เพิ่งกินเป๊ปครบ ขอเพร็พต่อได้เลยไหม
แนวทางเพร็พ ปี 2568 เขียนว่าได้ เมื่อกินเป๊ปครบ 28 วันและตรวจเอชไอวีได้ผลเป็นลบ รับเพร็พต่อได้ทันที ผู้ที่ตรวจและประเมินคือผู้ให้บริการ
สรุป
ตรวจเจอ STI ขอเพร็พได้ แนวทางเพร็พของไทย ปี 2568 เขียนว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ใช่ข้อห้าม และให้บริการแก่ผู้ที่ประสงค์รับโดยไม่มีข้อกำหนดด้านความเสี่ยง โดยต้องตรวจเอชไอวีก่อน และผู้ให้บริการเป็นผู้ประเมิน ถ้าความเสี่ยงครั้งล่าสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้บอกเจ้าหน้าที่โดยเร็วที่สุดเพื่อประเมินเรื่องเป๊ป และถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์
แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ซึ่งเขียนให้บุคลากรใช้ ให้หน่วยบริการเสนอตรวจเอชไอวี เสนอเพร็พแก่ผู้ที่มีข้อบ่งใช้ ให้ใช้ถุงยางอนามัยถ้างดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างรักษาไม่ได้ และติดตามคู่มาตรวจรักษา ถ้าหน่วยบริการยังไม่ได้เสนอ ถามเองได้
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 กรมควบคุมโรค บทการดูแลผู้มารับบริการตรวจ
- แนวทางการจัดบริการยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวีประเทศไทย ปี 2568 กรมควบคุมโรค
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 หัวข้อการตรวจซ้ำ
- แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 กรมควบคุมโรค หัวข้อเป๊ป
- การรับถุงยางผ่านแอปเป๋าตัง — คู่มือผู้ใช้สิทธิ สปสช. และ สิทธิสุขภาพดีป้องกันโรค — สปสช. เปิดอ่าน 13 ตุลาคม 2569
- Sexually transmitted infections (STIs) — World Health Organization ลงวันที่ 10 กันยายน 2568

