ถ้าคุณไม่มีแผล ตุ่มน้ำ หรืออาการที่ชวนสงสัย การขอตรวจเลือดหาเริมเพิ่มในชุดตรวจ STI มักไม่ได้ช่วยให้ดูแลตัวเองดีขึ้น และแนวทางสากลหลายฉบับแนะนำว่าไม่ควรใช้ตรวจคัดกรองคนทั่วไป เพราะผลบวกลวงพบได้บ่อยและผลเลือดบอกไม่ได้ว่าติดมาเมื่อไหร่ การตรวจแบบนี้ยังมีที่ใช้ในบางสถานการณ์ เช่น คู่มีเริมที่อวัยวะเพศ คนที่ตั้งครรภ์ซึ่งคู่มีเริมที่อวัยวะเพศหรือเพิ่งได้รับการวินิจฉัย หรือผู้มีเชื้อเอชไอวีที่เคยมีอาการคล้ายเริม ซึ่งควรคุยกับผู้ให้บริการก่อนตัดสินใจตรวจ
ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว ให้จำว่า: ไม่มีอาการ ไม่จำเป็นต้องขอเจาะเลือดหาเริม ถ้ามีแผลตอนนี้ ให้ไปตรวจแผลโดยเร็ว ส่วนกรณีพิเศษให้ถามผู้ให้บริการก่อนว่าผลที่ได้จะเปลี่ยนการดูแลอะไร
ทำไมชุดตรวจ STI ส่วนใหญ่ถึงไม่รวมการตรวจเลือดหาเริม
เริมเป็นเชื้อที่พบบ่อยมาก องค์การอนามัยโลกประมาณว่าในปี 2020 คนอายุ 15–49 ปีทั่วโลกราว 520 ล้านคน (ประมาณ 13%) มีเชื้อเริมชนิดที่ 2 และคนอายุต่ำกว่า 50 ปีราว 3,800 ล้านคน (ประมาณ 64%) มีเชื้อเริมชนิดที่ 1 คนส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยจนไม่รู้ตัว
การตรวจสุขภาพทางเพศตามปกติจึงไม่ได้มองหาเริม เว้นแต่ผู้รับบริการบอกว่ามีอาการหรือมีเรื่องที่กังวล แนวทางของออสเตรเลียไม่ได้ใส่เริมไว้ในชุดตรวจแบบไม่มีอาการ ส่วนคณะทำงานด้านบริการป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (USPSTF) ทบทวนอีกครั้งในปี 2023 และยังคงแนะนำไม่ให้ตรวจเลือดคัดกรองเริมที่อวัยวะเพศในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่มีอาการ รวมถึงคนที่ตั้งครรภ์ เหตุผลหลักคือชุดตรวจเลือดยังแม่นยำไม่พอสำหรับการตรวจคนจำนวนมาก
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: ชุดตรวจที่ไม่มีเริมไม่ได้แปลว่าตรวจไม่ครบ แต่เป็นการเลือกตรวจสิ่งที่ผลช่วยให้ตัดสินใจดูแลได้จริง

ตรวจ STI ตอนไม่มีอาการ ปกติตรวจอะไรบ้าง
ตารางนี้สรุปจากชุดตรวจแบบไม่มีอาการตามแนวทางของออสเตรเลีย บริการในไทยแต่ละแห่งอาจจัดชุดตรวจต่างกัน ให้ใช้เป็นแนวทางในการถามผู้ให้บริการ
| การตรวจ | เก็บตัวอย่างอย่างไร | อยู่ในชุดตรวจมาตรฐานไหม |
|---|---|---|
| เอชไอวี (HIV) | เจาะเลือด ตรวจหาทั้งส่วนของไวรัสและภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้น | อยู่ |
| ซิฟิลิส | เจาะเลือด | อยู่ |
| ไวรัสตับอักเสบบี | เจาะเลือด | อยู่ |
| หนองในและหนองในเทียม | ปัสสาวะส่วนแรก หรือป้ายช่องคลอด บางคนอาจต้องป้ายคอหรือทวารหนักเพิ่มตามลักษณะการมีเพศสัมพันธ์ | อยู่ |
| เริม | เจาะเลือด หรือป้ายแผลเมื่อมีแผล | ไม่อยู่ ตรวจเมื่อมีอาการหรือมีเหตุผลเฉพาะ |
| HPV (เอชพีวี) | - | ไม่ได้ตรวจเป็นประจำในชุดนี้ |
| ไวรัสตับอักเสบซี พยาธิในช่องคลอด (ทริโคโมแนส) และเชื้อ Mycoplasma genitalium | - | ไม่ได้ตรวจเป็นประจำ ยกเว้นบางกลุ่มตามการประเมิน |
ถ้าอยากเทียบว่าชุดตรวจแบบครบชุดในเว็บนี้ครอบคลุมโรคอะไรบ้าง อ่านต่อได้ที่ รีวิวการตรวจ STD 7 ชนิดแบบครบชุด
ผลเลือดเริมเป็นบวก แปลว่าอะไรได้ และแปลว่าอะไรไม่ได้
การตรวจเลือดหาเริมไม่ได้หาตัวไวรัส แต่หาแอนติบอดี (ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นหลังเคยเจอเชื้อ) ผลบวกจึงบอกได้ว่าร่างกายน่าจะเคยเจอเชื้อมาแล้ว แต่มีหลายเรื่องที่ผลนี้บอกไม่ได้
- บอกไม่ได้ว่าติดมาเมื่อไหร่ ผลเลือดแยกไม่ได้ว่าเป็นการติดเชื้อใหม่หรือติดมานานแล้ว จึงใช้สืบว่าติดมาจากใครไม่ได้
- บอกไม่ได้ว่าติดที่ตำแหน่งไหน ในคนที่ไม่เคยมีอาการ ผลเลือดแยกไม่ได้ว่าเชื้ออยู่ที่ปากหรือที่อวัยวะเพศและทวารหนัก
- อาจเป็นผลบวกลวง USPSTF รายงานว่าชุดตรวจที่ใช้แพร่หลายสองชนิดมีความจำเพาะ (ความสามารถในการให้ผลลบเมื่อไม่มีเชื้อจริง) ราว 81% และ 95% เมื่อใช้คัดกรองคนทั่วไปในสหรัฐฯ เกือบ 1 ใน 2 ของการวินิจฉัยอาจผิด
- ยืนยันผลได้ยาก การตรวจอ้างอิงที่ใช้ยืนยันผลไม่ได้มีให้บริการทั่วไป
ผลเสียที่ USPSTF ให้ชั่งไว้ ได้แก่ ความวิตกกังวล ความสัมพันธ์สั่นคลอนหลังได้ยินผล และการได้รับยาต้านไวรัสโดยไม่จำเป็น
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ: ผลบวกจากการเจาะเลือดตอนไม่มีอาการ ไม่ใช่หลักฐานว่าคู่ปัจจุบันเพิ่งแพร่เชื้อให้คุณ และต้องให้ผู้ให้บริการช่วยแปลผลเสมอ
ตรวจเลือดหาเริม มีประโยชน์ในกรณีไหน
USPSTF ระบุว่าคำแนะนำไม่ให้คัดกรองไม่ครอบคลุมคนที่มีประวัติหรืออาการชวนสงสัยว่าเป็นเริม ผู้มีเชื้อเอชไอวี และคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง สถานการณ์ที่แหล่งข้อมูลทางการแพทย์กล่าวถึงว่าการตรวจเลือดอาจช่วยได้ มีดังนี้
- คู่รักที่คนหนึ่งมีเริมที่อวัยวะเพศ การตรวจอีกฝ่ายอาจช่วยวางแผนลดโอกาสแพร่เชื้อระหว่างกัน
- คนที่ตั้งครรภ์และคู่มีเริมที่อวัยวะเพศ หรือคู่เพิ่งได้รับการวินิจฉัย แนวทางของออสเตรเลียให้ดูแลกรณีนี้ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ
- ผู้มีเชื้อเอชไอวีตอนเริ่มเข้ารับการดูแล โดยเฉพาะคนที่เคยมีอาการคล้ายเริมแต่ตอนนี้ไม่มีแผล ผลเลือดอาจช่วยประเมินว่าเคยสัมผัสเชื้อมาก่อนหรือไม่
- คนที่เคยมีแผลซ้ำ ๆ แต่ไม่ได้ตรวจตอนที่มีแผล เรื่องนี้ต้องให้ผู้ให้บริการประเมินเป็นรายคนว่าควรตรวจแบบไหน
จุดร่วมคือผลตรวจจะนำไปสู่การตัดสินใจบางอย่าง ถ้าเหตุผลคือ "แค่อยากรู้ไว้" ให้ถามผู้ให้บริการก่อนว่าผลบวกหรือลบจะเปลี่ยนการดูแลอะไร ชุดตรวจแยกเริมชนิดที่ 1 และ 2 ได้ไหม และถ้าผลเป็นบวกจะแปลผลอย่างไร
ถ้ามีแผลหรือตุ่มน้ำตอนนี้ ควรตรวจแบบไหน
ถ้ามีแผลหรือตุ่มน้ำที่อวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือบริเวณใกล้เคียง วิธีที่เหมาะกว่าการเจาะเลือดคือการป้ายเก็บตัวอย่างจากก้นแผลหรือตุ่มน้ำ แล้วส่งตรวจแบบ NAAT (การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสโดยตรง) บทความทบทวนวิชาการรายงานความไวของการตรวจนี้ในแผลที่ยังมีเชื้อราว 90.9–100% และความจำเพาะ 98.1–100%
เชื้อเริมตรวจพบได้ง่ายที่สุดตอนที่ยังมีอาการ จึงควรไปพบผู้ให้บริการเร็วที่สุด ไม่ควรรอให้แผลหายแล้วค่อยไปเจาะเลือด ถ้าต้องการนัดล่วงหน้า สามารถจองคิวตรวจสุขภาพทางเพศออนไลน์ แล้วแจ้งตอนไปถึงว่ามีแผล เพื่อให้ผู้ให้บริการประเมินว่าควรส่งตรวจอะไรเพิ่ม
ถ้าอยากเข้าใจตัวโรคเริมก่อนไปตรวจ อ่านเพิ่มได้ที่ เริม โรคที่หลายคนไม่ควรมองข้าม
เริมเกี่ยวกับเอชไอวีอย่างไร คนที่ตรวจ HIV ควรรู้อะไร
องค์การอนามัยโลกระบุว่าการมีเชื้อเริมชนิดที่ 2 เพิ่มโอกาสติดเอชไอวีราว 3 เท่า aidsmap อธิบายว่าตุ่มน้ำเริมทำให้ผิวมีช่องเปิดให้เชื้อเอชไอวีเข้าได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้มีเชื้อเอชไอวีที่ยังไม่ได้รับการรักษา เริมอาจทำให้ปริมาณไวรัสในสารคัดหลั่งอวัยวะเพศสูงขึ้น แต่ถ้ากินยาต้านไวรัสต่อเนื่องจนตรวจไม่พบไวรัสในเลือด จะไม่ถ่ายทอดเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ ตามหลัก U=U (ตรวจไม่เจอ เท่ากับ ไม่ถ่ายทอดเชื้อ)
ข้อมูลนี้เป็นเหตุผลให้รีบตรวจเมื่อมีแผลและดูแลการป้องกันเอชไอวีต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่เหตุผลให้ทุกคนเจาะเลือดหาเริม ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่ได้ป้องกันเริมทั้งหมด เพราะเชื้อติดผ่านผิวที่ถุงยางอนามัยไม่ได้คลุมได้ ถ้าต้องการภาพรวมของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แต่ละโรค อ่านได้ที่คลังความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของมูลนิธิเพื่อรัก
คำถามที่พบบ่อย
ชุดตรวจ STI แบบครบชุดที่ไม่มีเริม ถือว่าตรวจไม่ครบไหม
ไม่ถือว่าไม่ครบ ชุดตรวจแบบไม่มีอาการเน้นโรคที่ตรวจแล้วนำไปสู่การรักษาหรือการป้องกันได้ชัดเจน ส่วนเริมจะตรวจเมื่อมีอาการหรือมีเหตุผลเฉพาะ
เคยเป็นเริมที่ปาก ผลเลือดจะบอกได้ไหมว่าที่อวัยวะเพศมีเริมด้วย
บอกไม่ได้ ในคนที่ไม่เคยมีอาการที่อวัยวะเพศ ผลเลือดแยกไม่ได้ว่าเชื้ออยู่ที่ปากหรือที่อวัยวะเพศ ถ้ามีแผลที่อวัยวะเพศเมื่อไหร่ ให้ไปป้ายตรวจแผลตอนนั้น
ผลเลือดเริมเป็นลบ แปลว่าไม่มีเชื้อแน่นอนไหม
ไม่แน่นอนทั้งหมด USPSTF ระบุว่าการตรวจเลือดมักตรวจพบแอนติบอดีราว 6 สัปดาห์ถึง 3 เดือนหลังรับเชื้อ ถ้าเพิ่งมีความเสี่ยงไม่นาน ผลอาจยังเป็นลบ แนวทางของออสเตรเลียระบุว่าอาการอาจเริ่มได้ตั้งแต่ไม่กี่วันจนถึงหลายปีหลังรับเชื้อ ถ้ามีอาการภายหลัง ให้ไปป้ายตรวจแผล
ถ้ารู้ว่ามีเริม ดูแลอะไรได้บ้าง
เริมรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่ดูแลได้ ยาต้านไวรัสช่วยให้อาการสั้นและเบาลง บางคนเลือกกินยาต่อเนื่อง ซึ่ง aidsmap ระบุว่าลดการกลับเป็นซ้ำได้ราว 70–80% วิธีใช้ยาต้องให้ผู้ให้บริการประเมินตามความถี่และความรุนแรงของอาการ
สรุป
คนที่ไม่มีอาการไม่จำเป็นต้องขอตรวจเลือดหาเริมเพิ่มในชุดตรวจ STI เพราะผลบวกลวงพบได้บ่อย และผลเลือดบอกไม่ได้ทั้งเวลาและตำแหน่งที่ติดเชื้อ ถ้ามีแผลให้ไปป้ายตรวจแผลโดยเร็ว ส่วนคู่ที่คนหนึ่งมีเริม คนที่ตั้งครรภ์ซึ่งคู่มีเริมที่อวัยวะเพศ และผู้มีเชื้อเอชไอวีที่เคยมีอาการคล้ายเริม ควรคุยกับผู้ให้บริการว่าการตรวจเลือดจะช่วยการดูแลอย่างไร
แหล่งอ้างอิง
- World Health Organization. Herpes simplex virus (fact sheet)
- US Preventive Services Task Force. Genital Herpes Infection: Serologic Screening (2023)
- Renewed USPSTF Recommendation Against Serologic Screening for Genital Herpes: Empowering Clinicians and Reducing Potential Harm (PubMed Central)
- STI Guidelines Australia. Genital herpes simplex virus (HSV)
- STI Guidelines Australia. Standard asymptomatic check-up
- aidsmap. Herpes

