ผ่าตัดยืนยันเพศแล้ว ตรวจ STI หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ตามช่องทางที่ใช้มีเพศสัมพันธ์จริง แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรค มีหัวข้อเฉพาะสำหรับช่องคลอดที่สร้างจากการผ่าตัดแปลงเพศ ให้ตรวจภายใน เก็บตัวอย่างจากช่องคลอดและปัสสาวะไปตรวจหนองในและหนองในเทียม และยังแนะนำการคัดกรองมะเร็งด้วยการตรวจเซลล์แบบแปปสเมียร์ร่วมกับการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV แม้แนวทางเองเขียนว่ายังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน

สิ่งที่ควรบอกคลินิกตั้งแต่ต้น คือ เคยผ่าตัดบริเวณอวัยวะเพศ ใช้ช่องทางไหนมีเพศสัมพันธ์บ้าง และมีอาการอะไร เพราะแนวทางไทยเขียนจุดเก็บตัวอย่างแยกตามช่องทางที่ใช้และตามอาการ บทความนี้พูดถึงการผ่าตัดสร้างช่องคลอด ซึ่งเป็นแบบเดียวที่ผู้เขียนพบหัวข้อเฉพาะในแนวทางไทยเล่มนี้ แนวทางของออสเตรเลียเขียนบางเรื่องต่างออกไป บทความนี้ยกทั้งสองฉบับ และให้ผู้ให้บริการประเมินเป็นรายคน

ผ่าตัดยืนยันเพศแล้ว ตรวจ STI ที่ช่องคลอดอย่างไร

แนวทางไทยเรียกส่วนนี้ว่าช่องคลอดและท่อปัสสาวะดัดแปลง ส่วนบทความนี้ใช้คำว่าช่องคลอดที่สร้างจากการผ่าตัด การตรวจเริ่มจากดูอวัยวะเพศภายนอกและหัวหน่าว เพื่อหารอยโรค เช่น แผล หูดหงอนไก่ หูดข้าวสุก ตุ่มหิด โลน แผลเริม หรือแผลริมแข็ง แล้วคลำขาหนีบทั้งสองข้างว่ามีต่อมน้ำเหลืองโตหรือไม่

จากนั้นตรวจภายในด้วยเครื่องมือถ่างช่องคลอด หรืออุปกรณ์ส่องตรวจแบบพลาสติก เพื่อดูตุ่ม หูด ติ่งเนื้อ ผื่น การอักเสบ แผล หรือหนองที่ผนังช่องคลอด แล้วเก็บตัวอย่างสองจุด จุดแรกจากในช่องคลอด ส่งเพาะเชื้อหนองในและย้อมสีแกรมแล้วส่องกล้องจุลทรรศน์ จุดที่สองใช้ไม้ป้ายอันใหม่เก็บจากส่วนที่แนวทางเรียกว่าปากมดลูกดัดแปลง ส่งตรวจสารพันธุกรรมหาหนองในและหนองในเทียม หัวข้อเดียวกันยังให้เก็บปัสสาวะช่วงต้น ส่งตรวจสารพันธุกรรมหาสองโรคนี้ด้วย

ถ้ามีอาการทางท่อปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะแสบขัด หรือมีมูกหนองไหล แนวทางให้เก็บตัวอย่างจากท่อปัสสาวะไปเพาะเชื้อหนองในและย้อมสีแกรมเพิ่ม

แปปสเมียร์และ HPV สองแนวทางเขียนไม่เหมือนกัน

แนวทางไทยยังแนะนำการคัดกรองมะเร็งด้วยแปปสเมียร์หรือการตรวจเซลล์แบบของเหลว ร่วมกับการตรวจหาเชื้อ HPV ในช่องคลอดที่สร้างขึ้นใหม่ เพราะมีโอกาสเกิดมะเร็งของช่องคลอดนี้ได้ จากผิวหนังขององคชาตเดิมหรือจากอุ้งเชิงกราน แต่แนวทางเดียวกันกำกับไว้สองข้อ คือการตรวจแปปสเมียร์ในช่องคลอดแบบนี้ "ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน" และมีโอกาสพบความผิดปกติได้น้อย

แนวทางของออสเตรเลียเขียนในข้อเรื่องการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกว่า ให้เสนอการคัดกรองแก่คนที่มีปากมดลูก และคนที่มีช่องคลอดที่สร้างจากการผ่าตัดไม่จำเป็นต้องคัดกรองแบบนี้ ประโยคนี้พูดถึงการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องตรวจ STI

เมื่อสองฉบับเขียนต่างกัน บทความนี้ไม่ตัดสินแทน ให้ถามผู้ให้บริการว่าที่นี่ใช้แนวทางไหน และเหตุผลสำหรับร่างกายของคุณคืออะไร

ภาพประกอบ: ผ่าตัดยืนยันเพศแล้ว ตรวจ STI อย่างไร กรณีสร้างช่องคลอด (2/3)

ตรวจคอและทวารหนักตามช่องทางที่ใช้จริง

แนวทางไทยเขียนการตรวจคอและทวารหนักเป็นหัวข้อแยกตามช่องทางที่ใช้มีเพศสัมพันธ์ คนที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก ให้ตรวจดูในช่องปากและคอ แล้วเก็บตัวอย่างจากต่อมทอนซิลทั้งสองข้างและคอหอย ไปเพาะเชื้อหนองใน และตรวจสารพันธุกรรมหาหนองในและหนองในเทียม

คนที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก แนวทางให้ดูผิวหนังรอบทวารหนัก เก็บตัวอย่างจากในทวารหนักไปเพาะเชื้อ ย้อมสีแกรม และตรวจสารพันธุกรรม และให้พิจารณาคัดกรองมะเร็งทวารหนักปีละครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี

แนวทางของออสเตรเลียก็ให้เสนอการตรวจตามอวัยวะที่มี ช่องทางที่ใช้ และความต้องการของผู้รับบริการ ผู้เขียนเห็นว่าถ้าคลินิกไม่รู้ว่าคุณใช้ช่องทางไหน จุดนั้นก็อาจไม่ได้เก็บตัวอย่าง

Quicky

ตรวจเลือดและนัดซ้ำ ใช้เกณฑ์เดียวกับทุกคน

รายการตรวจเลือดในแนวทางไทยไม่ได้แยกตามการผ่าตัด แนวทางให้ผู้ให้บริการเสนอการตรวจเอชไอวีแก่ผู้ที่มาตรวจ STI พร้อมการให้คำปรึกษาก่อนและหลังตรวจ โดยขึ้นกับความสมัครใจของคุณ และแนะนำให้คัดกรองโรคอื่น เช่น ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี ถ้ายังมีโอกาสสัมผัสเชื้อ แนวทางให้เสนอตรวจเอชไอวีและตรวจเลือดคัดกรองซิฟิลิสทุก 3–6 เดือน และให้ประเมินว่าควรเสนอยาป้องกันเอชไอวีก่อนสัมผัสเชื้อหรือเพร็พหรือไม่

เรื่องไวรัสตับอักเสบบี เล่มเดียวกันเขียนทั้งให้ตรวจผู้มารับบริการทุกราย และให้ตรวจคนที่ไม่เคยตรวจหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ถามผู้ให้บริการได้ว่าคุณต้องตรวจหรือไม่

หลังตรวจ แนวทางไทยให้นัดทุกคนกลับมา ทั้งคนที่ผลพบโรค ซึ่งต้องติดตามผลการรักษาและถามเรื่องการรักษาคู่ และคนที่ผลไม่พบความผิดปกติ ทั้งสองกลุ่มให้นัดตรวจเลือดครั้งต่อไป เพราะอาจอยู่ในช่วงที่ยังตรวจไม่พบการติดเชื้อ

ต้องบอกคลินิกอะไรบ้างก่อนตรวจ

รายการซักประวัติของแนวทางไทยมีข้อที่ตรงกับคนที่ผ่าตัดมาแล้ว เช่น ประวัติผ่าตัดบริเวณอวัยวะเพศ เพศของคุณและของคู่ ช่องทางที่ใช้มีเพศสัมพันธ์ การใช้ถุงยางในแต่ละช่องทาง และอาการผิดปกติของช่องคลอดหรือช่องคลอดเทียม เช่น ตกขาวผิดปกติ คัน หรือมีกลิ่น รวมถึงประวัติการใช้เพร็พ ยาที่แพ้ และยาปฏิชีวนะที่กินก่อนมาตรวจ

แนวทางของออสเตรเลียให้ผู้ให้บริการถามชื่อและสรรพนามที่คุณอยากให้เรียก และคำที่คุณสะดวกใช้เรียกอวัยวะแต่ละส่วน โดยไม่ด่วนสรุปเรื่องการมีเพศสัมพันธ์หรือคู่ของคุณ ผู้เขียนไม่พบเรื่องนี้ในแนวทางไทยเล่มนี้ ถ้าไม่มีใครถาม คุณบอกเองได้เมื่อพร้อม

ผู้เขียนแนะนำให้จดไว้ก่อนไปว่าผ่าตัดอะไรมาบ้าง ใช้ช่องทางไหน มีอาการอะไรตั้งแต่เมื่อไร และใช้ฮอร์โมนอยู่หรือไม่ ถ้าเคยตรวจที่อื่นให้นำใบผลไปด้วย

ภาพประกอบ: ผ่าตัดยืนยันเพศแล้ว ตรวจ STI อย่างไร กรณีสร้างช่องคลอด (3/3)

คำถามที่พบบ่อย

ตรวจจากปัสสาวะอย่างเดียวพอไหม

แนวทางไทยปี 2567 เขียนการเก็บปัสสาวะช่วงต้นไว้คู่กับการตรวจภายในและการเก็บตัวอย่างจากช่องคลอด ผู้เขียนไม่พบว่าเขียนให้ใช้ปัสสาวะแทน ส่วนแนวทางของออสเตรเลียให้เสนอการตรวจจากปัสสาวะช่วงต้นแก่คนที่มีช่องคลอดที่สร้างจากการผ่าตัด ทั้งสองฉบับแยกตัวอย่างของคอและทวารหนักไว้ต่างหาก ให้ถามผู้ให้บริการว่าที่นี่เก็บตัวอย่างจุดไหนบ้าง อ่านเพิ่มที่ ตรวจ STI จากปัสสาวะได้แค่ไหน และ U-TEST ศึกษาอะไร

ใช้ฮอร์โมนอยู่ ผลตรวจ STI จะเพี้ยนไหม

แนวทางของออสเตรเลียเขียนว่าการใช้ฮอร์โมนไม่กระทบการตรวจคัดกรอง STI แต่อาจกระทบเชื้อประจำถิ่นในช่องคลอด และการอ่านผลด้วยกล้องจุลทรรศน์เมื่อตรวจหาสาเหตุของตกขาว ผู้เขียนไม่พบเรื่องนี้ในแนวทางไทยปี 2567 และแนะนำให้บอกคลินิกว่าใช้ฮอร์โมนอยู่ อย่าหยุดหรือปรับฮอร์โมนเองเพื่อไปตรวจ

ไม่สะดวกให้ตรวจภายใน ทำอย่างไรได้บ้าง

บอกผู้ให้บริการตรง ๆ แนวทางไทยปี 2567 เขียนทั้งการตรวจภายในและการเก็บปัสสาวะ ผู้เขียนไม่พบว่าแนวทางนี้เขียนทางเลือกเมื่อไม่ตรวจภายใน แนวทางของออสเตรเลียเขียนว่าคนข้ามเพศบางคนอาจปฏิเสธการตรวจภายในแม้ใช้สารหล่อลื่น และให้หาวิธีคัดกรองอื่นแทน หน้าเดียวกันบอกว่าผู้รับบริการเก็บตัวอย่างเองได้ถ้าจำเป็น ความน่าเชื่อถือของการเก็บเองอ่านได้ที่ เก็บตัวอย่างตรวจ STI ด้วยตัวเอง ผลเชื่อได้แค่ไหน

มีตกขาวผิดปกติหรือแสบขัด ควรไปตรวจไหม

ควรไปหน่วยบริการตรวจ STI แนวทางของออสเตรเลียนับการมีอาการเป็นข้อบ่งชี้ให้ตรวจ และแนวทางไทยปี 2567 จัดอาการผิดปกติของช่องคลอดหรือช่องคลอดเทียม ท่อปัสสาวะ ทวารหนัก คอ และตุ่ม ผื่น หรือแผลที่ผิวหนัง ไว้ในรายการที่ผู้ให้บริการต้องถาม อย่าซื้อยามาใช้เองก่อนไป

ยังไม่ได้ผ่าตัด ตรวจต่างจากนี้ไหม

แนวทางไทยปี 2567 เขียนขั้นตอนตรวจอวัยวะเพศแยกเป็นหัวข้อของผู้มารับบริการชาย หญิง และผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศ ผู้เขียนไม่พบหัวข้อของคนข้ามเพศที่ยังไม่ได้ผ่าตัด แนวทางของออสเตรเลียให้เสนอการตรวจตามอวัยวะที่มีและช่องทางที่ใช้ ถามผู้ให้บริการได้ว่าจะเก็บตัวอย่างจากจุดไหน

สรุป

แนวทางไทยปี 2567 มีหัวข้อของช่องคลอดที่สร้างจากการผ่าตัด ให้ตรวจภายใน เก็บตัวอย่างจากช่องคลอดและปัสสาวะ ตรวจคอและทวารหนักตามช่องทางที่ใช้ เสนอตรวจเอชไอวีโดยสมัครใจและคัดกรองโรคอื่น และยังแนะนำแปปสเมียร์กับ HPV แม้แนวทางเองบอกว่ายังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ส่วนแนวทางของออสเตรเลียเขียนว่าไม่จำเป็นต้องคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในช่องคลอดแบบนี้

บอกคลินิกเรื่องการผ่าตัด ช่องทางที่ใช้ อาการ และฮอร์โมนที่ใช้ แล้วให้ผู้ให้บริการเลือกวิธีตรวจร่วมกับคุณ ภาพรวมของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อ่านได้ที่ STI: รู้ทัน ตรวจเป็น และรักษาได้

หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ

แหล่งอ้างอิง