เมื่อผลตรวจออกมาว่าคุณเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) อย่างใดอย่างหนึ่ง แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรค แนะนำให้ตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีและโรคอื่น ๆ เช่น ซิฟิลิสและไวรัสตับอักเสบบี ในผู้มารับบริการทุกราย การตรวจเจอ STI หนึ่งโรค จึงไม่ใช่จุดจบของการตรวจ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจให้ครบและการวางนัดตรวจซ้ำ
ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว ให้จำว่า เจอโรคหนึ่งแล้วต้องถามต่อว่า "ยังมีอะไรที่ยังไม่ได้ตรวจอีกไหม" และ "ต้องกลับมาตรวจซ้ำวันไหน"
ตรวจเจอ STI หนึ่งโรค แล้วทำไมต้องตรวจโรคอื่นอีก
เหตุผลแรกคือโรคกลุ่มนี้เดินทางด้วยเส้นทางเดียวกัน การสัมผัสครั้งเดียวที่ทำให้ติดโรคหนึ่ง ก็เปิดโอกาสให้เชื้ออื่นเข้ามาพร้อมกันได้ และบางโรคยังทำให้ร่างกายรับเชื้อเอชไอวีได้ง่ายขึ้น องค์การอนามัยโลกระบุว่าซิฟิลิสเพิ่มความเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวีประมาณสองเท่า
เหตุผลที่สองคือโรคเหล่านี้ส่วนใหญ่เงียบ องค์การอนามัยโลกระบุว่าทั่วโลกมีการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่รักษาหายได้มากกว่า 1 ล้านรายต่อวันในคนอายุ 15-49 ปี และส่วนใหญ่ไม่มีอาการ เฉพาะซิฟิลิสมีผู้ใหญ่ติดเชื้อ 8 ล้านคนในปี 2565
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ การรอให้มีอาการค่อยตรวจเพิ่ม เป็นวิธีที่พลาดได้ง่าย เพราะโรคที่ยังไม่ส่งสัญญาณคือกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด
แนวทางไทยแนะนำให้ตรวจอะไรเพิ่มบ้าง
ในแนวทางฉบับ พ.ศ. 2567 กรมควบคุมโรคใส่คำแนะนำเดียวกันไว้ท้ายบทของโรคแทบทุกโรค ตั้งแต่หนองใน พยาธิช่องคลอด ไปจนถึงหูดอวัยวะเพศ นั่นคือแนะนำให้ตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี ในผู้มารับบริการทุกราย และควรตรวจไวรัสตับอักเสบซีในผู้ป่วยที่เป็นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) พนักงานบริการทางเพศ ผู้มีประวัติใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น และผู้มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
| รายการที่แนะนำให้ตรวจเพิ่ม | ใครควรได้รับการตรวจ | ทำไมจึงอยู่ในชุดเดียวกัน |
|---|---|---|
| เอชไอวี | ผู้มารับบริการทุกราย | ติดต่อทางเดียวกัน และบางโรคเพิ่มโอกาสรับเชื้อเอชไอวี |
| ซิฟิลิส | ผู้มารับบริการทุกราย | ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ตรวจได้จากเลือด |
| ไวรัสตับอักเสบบี | ผู้มารับบริการทุกราย | ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ และมีวัคซีนป้องกัน |
| ไวรัสตับอักเสบซี | ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย พนักงานบริการทางเพศ ผู้มีประวัติใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ผู้มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก | โอกาสสัมผัสเชื้อทางเลือดสูงกว่ากลุ่มทั่วไป |
แนวทางของออสเตรเลีย (STI Guidelines Australia) วางชุดตรวจพื้นฐานไว้ใกล้เคียงกัน คือเจาะเลือดหาเอชไอวีและซิฟิลิส ตรวจสถานะไวรัสตับอักเสบบี ร่วมกับเก็บตัวอย่างหาหนองในและหนองในเทียม ดูภาพรวมชุดตรวจครบได้ที่ รีวิวการตรวจ STD 7 ชนิดแบบครบชุด และอ่านพื้นฐานเรื่องการตรวจได้ที่คลังความรู้ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
ทำไมผลเอชไอวีเป็นลบวันนี้ อาจยังต้องตรวจซ้ำ
แนวทาง พ.ศ. 2567 ระบุว่าผู้ที่ตรวจพบว่าป่วยหรือติดเชื้อ ควรได้รับการนัดหมายเพื่อติดตามผลการตรวจรักษาทุกราย สอบถามเรื่องการรักษาคู่เพศสัมพันธ์ และนัดตรวจเลือดครั้งต่อไป เพราะอาจอยู่ในระยะ window period ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อเข้าร่างกายแล้วแต่ยังน้อยเกินกว่าชุดตรวจจะจับได้ ช่วงนี้ยาวไม่เท่ากันในแต่ละวิธี การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสโดยตรง (NAT) จับการติดเชื้อได้เร็วกว่าการตรวจหาแอนติบอดี ผู้ให้บริการจึงเป็นคนกำหนดวันนัดตามวิธีที่ใช้และวันที่คุณมีความเสี่ยงล่าสุด
แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 ระบุกลุ่มที่ควรตรวจเอชไอวีซ้ำแม้ผลครั้งแรกเป็นลบ ซึ่งรวมถึงผู้ที่เข้ารับการรักษาซ้ำเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คู่ที่มีผลเลือดต่าง และผู้ที่อาจอยู่ในระยะ window period ส่วนผู้ใช้ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ (PrEP) ควรตรวจอย่างน้อยทุก 3 เดือนตลอดระยะเวลาที่รับยา และผู้ที่ยังมีความเสี่ยงต่อเนื่องควรตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ผลลบในวันที่รักษาโรคอื่นอยู่จึงยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป อ่านต่อได้ที่ ตรวจเอชไอวีพร้อมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำไมผลลบครั้งเดียวยังไม่พอ
ต้องกลับมาตรวจซ้ำเมื่อไร
แนวทางไทยกำหนดวันนัดหลังการรักษาไว้ต่างกันตามโรค ตารางนี้สรุปเฉพาะส่วนการติดตามผล ไม่ใช่รายละเอียดการใช้ยา ซึ่งต้องให้ผู้ให้บริการเป็นผู้กำหนด
| โรค | การนัดติดตามตามแนวทางไทย พ.ศ. 2567 |
|---|---|
| หนองใน | งดมีเพศสัมพันธ์ 7 วันหลังรับการรักษา และจนกว่าคู่เพศสัมพันธ์จะได้รับการรักษา หากอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้ตรวจหาเชื้อและทดสอบความไวต่อยาเพิ่มหลังรักษาแล้ว 7 วัน |
| พยาธิช่องคลอด | นัดครั้งที่ 1 ที่ 7 วันหลังรับการรักษา เพื่อตรวจสารคัดหลั่งด้วยกล้องจุลทรรศน์ซ้ำ และครั้งที่ 2 ที่ 3 เดือน พร้อมตรวจคัดกรองเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ |
| ซิฟิลิส ระยะที่ 1 และ 2 | ติดตามระดับผลเลือด RPR/VDRL ที่ 6 และ 12 เดือนในผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี ส่วนผู้มีเชื้อเอชไอวีนัดที่ 3, 6, 9, 12 และ 24 เดือน |
| ซิฟิลิสระยะแฝง | ติดตามที่ 6, 12 และ 24 เดือนในผู้ที่ไม่มีเชื้อเอชไอวี ส่วนผู้มีเชื้อเอชไอวีนัดที่ 6, 12, 18 และ 24 เดือน |
RPR และ VDRL คือการตรวจเลือดที่ใช้ดูว่าการรักษาซิฟิลิสได้ผลหรือไม่ แนวทางไทยระบุว่าหลังรักษาระยะต้น ระดับผลเลือดควรลดลง 4 เท่าหรือมากกว่าภายใน 6-12 เดือน ส่วนระยะแฝงช่วงปลายอาจใช้เวลา 12-24 เดือน อีกการตรวจหนึ่งคือ treponemal test ที่มักให้ผลบวกตลอดชีวิตหลังรักษา จึงไม่ใช้ติดตามผล
แนวทางออสเตรเลียแนะนำให้ผู้ที่ตรวจพบหนองในกลับมาตรวจอีกครั้งที่ 3 เดือน เพราะการติดเชื้อซ้ำพบได้บ่อย
คู่ของคุณต้องตรวจด้วยไหม
ต้องตรวจ และแนวทางไทยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา แนวทาง พ.ศ. 2567 ระบุให้นัดหมายผู้สัมผัสโรค ได้แก่ สามีหรือภรรยา คู่เพศสัมพันธ์ประจำหรือชั่วคราวที่ติดตามได้ ให้มารับการตรวจคัดกรองและดูแลรักษาแม้ไม่มีอาการ และหากมาตรวจเองไม่ได้ อาจพิจารณาให้ยารักษาไปพร้อมกัน
กรณีซิฟิลิสมีกรอบเวลาย้อนหลังชัดเจน ผู้ป่วยระยะที่ 1 ให้ติดตามคู่เพศสัมพันธ์ทุกรายในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมารวมกับระยะเวลาที่มีอาการ ระยะที่ 2 ย้อนหลัง 6 เดือนรวมกับระยะเวลาที่มีอาการ และระยะแฝงช่วงต้นย้อนหลัง 1 ปี โดยคู่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาต้องได้รับยาเพื่อป้องกันหรือรักษาทุกราย แม้ผลตรวจเลือดจะปกติ
ตรวจครบแล้ว ควรวางแผนอะไรต่อ
เรื่องแรกคือวัคซีน ไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคเดียวในชุดนี้ที่มีวัคซีนป้องกัน องค์การอนามัยโลกระบุว่าวัคซีนให้การป้องกันได้เกือบ 100% และคนส่วนใหญ่ไม่มีอาการตอนเพิ่งติดเชื้อ ถ้าผลตรวจพบว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกัน การปรึกษาเรื่องวัคซีนคือขั้นตอนถัดไป
เรื่องที่สองคือการป้องกันเอชไอวีระยะยาว แนวทาง พ.ศ. 2567 แนะนำให้ประเมินความเสี่ยงและเสนอยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ (PrEP) แก่ผู้ที่มีผลตรวจเอชไอวีเป็นลบและมีเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งใน 6 เดือนสุดท้าย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองในหรือซิฟิลิส ผลตรวจที่เพิ่งได้มาจึงอาจเป็นสัญญาณให้คุยเรื่อง PrEP ได้เลย ทั้งนี้ PrEP ป้องกันเฉพาะเอชไอวี ไม่ได้ป้องกันโรคอื่นและไม่ได้คุมกำเนิด
เรื่องที่สามคือการจดวันนัด ถ้ายังไม่มีสถานพยาบาลประจำ สามารถนัดหมายเข้ารับการตรวจล่วงหน้าเพื่อให้การตรวจซ้ำไม่ตกหล่น
คำถามที่พบบ่อย
ตรวจเจอหนองในแล้ว จำเป็นต้องตรวจเอชไอวีด้วยไหม
แนวทางไทย พ.ศ. 2567 แนะนำให้ตรวจคัดกรองเอชไอวีในผู้มารับบริการทุกราย พร้อมกับซิฟิลิสและไวรัสตับอักเสบบี คำแนะนำนี้ไม่ได้ขึ้นกับว่าคุณรู้สึกว่าตัวเองเสี่ยงมากหรือน้อย
ไม่มีอาการแล้วหลังรักษา แปลว่าหายและไม่ต้องตรวจซ้ำใช่ไหม
ไม่ใช่เสมอไป อาการหายกับเชื้อหมดเป็นคนละเรื่อง แนวทางไทยยังกำหนดวันนัดติดตามหลังการรักษาในหลายโรค และการติดเชื้อซ้ำเกิดขึ้นได้ถ้าคู่ยังไม่ได้รับการรักษา
ต้องตรวจไวรัสตับอักเสบซีทุกคนไหม
แนวทางไทยระบุว่าควรตรวจในผู้ที่เป็นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย พนักงานบริการทางเพศ ผู้มีประวัติใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น และผู้มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ส่วนคนอื่นให้ผู้ให้บริการประเมินเป็นรายคน
สรุป
ผลตรวจที่เจอโรคหนึ่งคือข้อมูลที่มีค่า เพราะบอกว่าเคยมีการสัมผัสที่เชื้ออื่นเดินทางได้เหมือนกัน แนวทางไทย พ.ศ. 2567 จึงแนะนำให้ตรวจเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบีเพิ่มในผู้มารับบริการทุกราย และเพิ่มไวรัสตับอักเสบซีในบางกลุ่ม
สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือวันนัดครั้งถัดไป ทั้งการติดตามผลการรักษา การตรวจเอชไอวีซ้ำ และการพาคู่มาตรวจ การตรวจเพิ่มไม่ได้แปลว่าคุณทำอะไรผิด แต่เป็นการดูแลตัวเองให้ครบ และการคุยกับผู้ให้บริการวันนี้ทำให้เรื่องที่ค้างอยู่จบได้เร็วกว่าการรอดูอาการ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 กรมควบคุมโรค
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568
- WHO: Sexually transmitted infections (STIs)
- WHO: Syphilis
- WHO: Hepatitis B
- STI Guidelines Australia: Standard asymptomatic check-up
- STI Guidelines Australia: Gonorrhoea

