
ตรวจ STI แบบหลายเชื้อ เจอ Ureaplasma ต้องรักษาไหม คำตอบคือไม่ได้แปลว่าต้องรักษาทุกครั้ง แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรค เขียนว่า Ureaplasma urealyticum ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าเป็นเชื้อก่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) และให้พิจารณาการรักษาตามอาการ ความเสี่ยงของผู้ป่วย และปริมาณแบคทีเรียที่ตรวจพบ ซึ่งเป็นการชั่งน้ำหนักของแพทย์ ผู้เขียนแนะนำให้นำผลไปคุยกับแพทย์ ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่
เล่มเดียวกันระบุเชื้อก่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดอาการทางท่อปัสสาวะไว้สี่ชนิด คือ เชื้อหนองใน (Neisseria gonorrhoeae) เชื้อหนองในเทียม (Chlamydia trachomatis) Mycoplasma genitalium และพยาธิช่องคลอด (Trichomonas vaginalis) ถ้าชุดตรวจหลายเชื้อพบเชื้ออื่นนอกจากนี้ แนวทางให้ระมัดระวังในการแปลผล โดยดูอาการ อาการแสดง และประวัติการสัมผัสเชื้อประกอบ
เจอ Ureaplasma ต้องรักษาไหม ทำไมผลบวกยังไม่ใช่คำตอบ
คู่มือการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทางห้องปฏิบัติการขององค์การอนามัยโลก ฉบับพฤศจิกายน 2566 เขียนว่า Ureaplasma พบได้ที่ปากมดลูกหรือช่องคลอดของผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์และไม่มีอาการราวร้อยละ 40–80 ส่วน Mycoplasma hominis พบราวร้อยละ 20–50 คู่มือจึงให้มองเชื้อสองกลุ่มนี้ว่าเป็นเชื้อที่อาศัยอยู่ตามปกติเป็นหลัก เมื่อพบในระบบสืบพันธุ์ส่วนล่าง
สำหรับผู้ชายที่มีท่อปัสสาวะอักเสบชนิดที่ไม่ใช่หนองใน คู่มือเขียนว่าบทบาทของ Ureaplasma ยังเป็นที่ถกเถียง และการตรวจพบไม่ได้แปลว่าเชื้อนี้เป็นสาเหตุของอาการเสมอไป เพราะพบเชื้ออยู่ในคนจำนวนมาก แม้จะตรวจแบบวัดปริมาณหรือตรวจหาสารพันธุกรรมก็ตาม
ผู้เขียนแนะนำให้อ่านผลนี้ร่วมกับแพทย์ อย่าใช้ผลบวกบรรทัดเดียวเป็นเหตุผลให้เริ่มยาเอง และถ้ามีอาการ ให้ไปพบแพทย์
ชุดตรวจหลายเชื้อในครั้งเดียว ทำงานอย่างไร
คู่มือขององค์การอนามัยโลกอธิบายว่า การตรวจพีซีอาร์แบบหลายเป้าหมาย (multiplex PCR) รวมการตรวจหาสารพันธุกรรมของหลายเชื้อไว้ในปฏิกิริยาเดียว เพื่อตรวจหาเชื้อหลายชนิดพร้อมกัน เช่น เชื้อหนองในเทียมกับเชื้อหนองใน ซึ่งอาจช่วยให้คุ้มค่าขึ้น แต่มีข้อจำกัด การรวมหลายเป้าหมายไว้ด้วยกันอาจรบกวนกันจนความไวในการตรวจแต่ละเชื้อลดลง และต้องเลือกให้ดีว่าจะใส่เชื้อใดในชุด
คู่มือเขียนด้วยว่าการตรวจหาสารพันธุกรรมแบบหลายเชื้อทำให้ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายโรคได้จากตัวอย่างเดียวที่เก็บเอง เช่น สำลีป้ายช่องคลอดในผู้หญิง หรือปัสสาวะส่วนแรกในผู้ชาย ฝั่งแนวทางไทยปี 2567 เขียนว่าการตรวจหาสารพันธุกรรมทำได้ทุกช่องทางที่ใช้มีเพศสัมพันธ์ เช่น ปัสสาวะส่วนต้น ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ช่องคอ หรือช่องทวารหนัก และตรวจพบเชื้อหนองในเทียม Mycoplasma genitalium และพยาธิช่องคลอดได้

จะเพิ่มอะไรในชุดตรวจหรือไม่ ดูตัวอย่างได้ที่ ขอตรวจเลือดหาเริมเพิ่มในชุดตรวจ STI ดีไหม ถ้าไม่มีแผลหรืออาการ
Mycoplasma hominis กับ Mycoplasma genitalium ชื่อคล้ายแต่คนละเรื่อง
ในแนวทางไทยปี 2567 Mycoplasma genitalium เป็นหนึ่งในสี่เชื้อ STI ที่แนวทางระบุว่าทำให้เกิดอาการทางท่อปัสสาวะ ส่วนในบทอุ้งเชิงกรานอักเสบ แนวทางเขียนว่า Mycoplasma hominis ยังไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
คู่มือขององค์การอนามัยโลกเขียนว่า Mycoplasma genitalium พบในคนที่มีเพศสัมพันธ์ราวร้อยละ 1–3 จากการศึกษาในประชากร เชื้อนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยของท่อปัสสาวะอักเสบทั้งในผู้ชายและผู้หญิง และทำให้ปากมดลูกอักเสบและการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ส่วนบนในผู้หญิง ขณะที่ไม่มีหลักฐานว่า Mycoplasma hominis เป็นสาเหตุของท่อปัสสาวะอักเสบ
คู่มือยังเขียนว่าชุดตรวจบางแบบตรวจ Mycoplasma genitalium พร้อมกับ Ureaplasma และ Mycoplasma hominis ชุดตรวจที่รวมหลายเชื้อมากแบบนี้ส่วนใหญ่มีความไวในการตรวจ Mycoplasma genitalium ไม่ดีพอ เพราะเชื้อนี้มักมีปริมาณน้อยแม้ในคนที่มีอาการ คู่มือจึงไม่แนะนำให้ใช้ชุดตรวจแบบนี้ในการตรวจหา Mycoplasma genitalium ถ้าชุดแบบนี้ไม่พบเชื้อนี้แต่ยังมีอาการ ผู้เขียนแนะนำให้บอกแพทย์ว่าใช้ชุดแบบไหน
ควรตรวจหาเชื้อกลุ่มนี้เป็นประจำไหม
คู่มือขององค์การอนามัยโลกเขียนว่า โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ตรวจหา Mycoplasma hominis, Ureaplasma urealyticum และ Ureaplasma parvum เป็นประจำ ทั้งการคัดกรองในคนที่ไม่มีอาการและการตรวจในคนที่มีอาการ และสรุปว่าเชื้อกลุ่มนี้พบบ่อยในคนสุขภาพดี ความเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ยังต้องพิสูจน์ต่อไป
แนวทางไทยปี 2567 เขียนไว้ด้วยว่า ผู้ที่มีอาการท่อปัสสาวะอักเสบเรื้อรังแต่ตรวจไม่พบการติดเชื้อหรือการอักเสบ ไม่แนะนำให้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ส่วนคนที่ยังมีอาการหลังตรวจและรักษาเชื้อหนองในเทียมแล้ว ผู้เขียนแนะนำให้กลับไปพบแพทย์ก่อน แล้วอ่านต่อได้ที่ วิธีตรวจ STI ของแต่ละที่ ทำไมไม่เหมือนกัน
ได้ผลแบบนี้ ถามคลินิกอะไรได้บ้าง
ผู้เขียนแนะนำให้นำผลไปถามที่คลินิกหรือสถานพยาบาลที่ตรวจ โดยเตรียมคำถามสั้น ๆ ไว้ดังนี้
- ผลบวกในใบนี้ ตัวไหนเป็นเชื้อ STI สี่ชนิดที่แนวทางไทยระบุว่าทำให้เกิดอาการทางท่อปัสสาวะ
- อาการที่มีตอนนี้ กับผลตรวจอื่น เข้ากับเชื้อที่เจอไหม
- จำเป็นต้องรักษาไหม ถ้าต้องรักษา คู่ต้องตรวจหรือรักษาด้วยไหม
- ถ้ากำลังตั้งครรภ์ ผลนี้ต้องดูแลต่างไปไหม
- ถ้าเคยปลูกถ่ายอวัยวะ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผลนี้ต้องดูแลต่างไปไหม
- ได้ตรวจเอชไอวีและซิฟิลิสในครั้งนี้แล้วหรือยัง
ข้อสุดท้ายมีที่มา แนวทางไทยปี 2567 ให้เจ้าหน้าที่เสนอตรวจเอชไอวีแก่ผู้มารับบริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยมีการปรึกษาก่อนและหลังตรวจ และขึ้นกับความสมัครใจ และแนะนำให้ตรวจโรคอื่น เช่น ซิฟิลิส ด้วย

คำถามที่พบบ่อย
Ureaplasma parvum กับ Ureaplasma urealyticum ต่างกันไหม
คู่มือขององค์การอนามัยโลกปี 2566 เขียนว่า เดิมทั้งสองชนิดถูกเรียกรวมว่า Ureaplasma urealyticum ทำให้แปลผลการศึกษาเก่ายาก ตารางในคู่มือให้ Ureaplasma parvum ไม่สัมพันธ์กับท่อปัสสาวะอักเสบ ส่วน Ureaplasma urealyticum ผลการศึกษาขัดแย้งกัน มีงานที่เสนอว่าอาจเกี่ยวกับท่อปัสสาวะอักเสบในชายอายุน้อยที่มีคู่น้อย หรือเมื่อพบปริมาณมาก แต่การศึกษาอื่นยังไม่ยืนยัน
เจอ Ureaplasma แปลว่าคู่ไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นไหม
ผู้เขียนไม่พบในแหล่งที่เปิดอ่านว่าผล Ureaplasma ใช้บอกเรื่องนี้ได้ คู่มือขององค์การอนามัยโลกปี 2566 เขียนว่าเชื้อกลุ่มนี้พบบ่อยในคนสุขภาพดี และแนวทางไทยปี 2567 เขียนว่ายังไม่แน่ชัดว่า Ureaplasma urealyticum เป็นเชื้อก่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้เขียนจึงแนะนำว่าอย่าใช้ผลบรรทัดนี้ตัดสินความสัมพันธ์
เจอ Ureaplasma แล้วซื้อยาฆ่าเชื้อกินเองได้ไหม
ไม่ควร แนวทางไทยปี 2567 เขียนไว้ต้นเล่มว่ายาในแนวทางมีไว้ให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ ไม่แนะนำให้ประชาชนซื้อยารักษาตนเอง เพราะการใช้ยาโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องอาจรักษาไม่ได้ผล เกิดอันตรายหรือผลข้างเคียง และนำไปสู่การดื้อยาต้านจุลชีพ หน้าข้อเท็จจริงขององค์การอนามัยโลกปี 2568 เขียนด้วยว่ามีการดื้อยาของ Mycoplasma genitalium แต่ยังไม่มีการเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบ ให้นำผลไปปรึกษาแพทย์แทน
เชื้อกลุ่มนี้เกี่ยวกับเอชไอวีด้วยไหม
คู่มือขององค์การอนามัยโลกปี 2566 เขียนว่า ผู้หญิงที่มีเชื้อเอชไอวีและมี Mycoplasma genitalium ปริมาณมากมีแนวโน้มขับเชื้อเอชไอวีออกมามากกว่า และมีรายงานว่า Mycoplasma genitalium เพิ่มโอกาสรับเชื้อเอชไอวี แต่ไม่มีข้อบ่งชี้ว่า Mycoplasma hominis หรือ Ureaplasma มีบทบาทแบบเดียวกัน ส่วนแนวทางไทยปี 2567 เขียนว่า ผู้ป่วยอุ้งเชิงกรานอักเสบที่มีเชื้อเอชไอวีมีโอกาสติดเชื้อ Mycoplasma hominis มากกว่าผู้ไม่มีเชื้อเอชไอวี
ผู้หญิงที่ผลเจอ Mycoplasma hominis เกี่ยวกับอะไรได้บ้าง
คู่มือขององค์การอนามัยโลกปี 2566 เขียนว่า Mycoplasma hominis สัมพันธ์อย่างมากกับโรคแบคทีเรียลวาจิโนซิส (bacterial vaginosis) แบบที่รุนแรงกว่า และดูเหมือนจะหายไปเมื่อสมดุลของเชื้อในช่องคลอดกลับมา ผู้เขียนแนะนำให้เล่าอาการทางช่องคลอดให้แพทย์ฟัง เพื่อให้ตรวจและดูแลตามอาการ
สรุป
- แนวทางไทยปี 2567 เขียนว่า Ureaplasma urealyticum ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นเชื้อก่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การรักษาให้แพทย์พิจารณาจากอาการ ความเสี่ยง และปริมาณเชื้อ
- เชื้อ STI ที่แนวทางไทยระบุว่าทำให้เกิดอาการทางท่อปัสสาวะมีสี่ชนิด ผลเชื้ออื่นจากชุดตรวจหลายเชื้อควรแปลอย่างระมัดระวัง
- คู่มือขององค์การอนามัยโลกปี 2566 โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ตรวจ Mycoplasma hominis และ Ureaplasma เป็นประจำ และเขียนว่าเชื้อกลุ่มนี้พบบ่อยในคนสุขภาพดี
- นำผลไปคุยกับแพทย์ อย่าซื้อยาฆ่าเชื้อกินเอง และถามคลินิกว่าได้ตรวจเอชไอวีกับซิฟิลิสแล้วหรือยัง
อ่านภาพรวมเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่อได้ที่หน้า STI: รู้ทัน ตรวจเป็น และรักษาได้ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 กรมควบคุมโรค
- Laboratory and point-of-care diagnostic testing for sexually transmitted infections, including HIV องค์การอนามัยโลก พฤศจิกายน 2566
- Sexually transmitted infections (STIs) หน้าข้อเท็จจริง องค์การอนามัยโลก ฉบับ 10 กันยายน 2568
