
บริจาคเลือดแล้วถูกแจ้งผลซิฟิลิส สิ่งที่ควรทำต่อคือไปตามนัดของหน่วยรับบริจาคเพื่อเจาะเลือดซ้ำและรับคำปรึกษา แล้วไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ให้แพทย์อ่านผลร่วมกับประวัติ ตรวจโรคอื่นที่แนวทางไทยแนะนำ และวางแผนเรื่องคู่ ระหว่างนี้อย่าซื้อยากินเอง เพราะผลจากเลือดบริจาคยังไม่ใช่คำวินิจฉัย
แนวทางการตรวจเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบของกรมควบคุมโรค ปี 2568 เขียนว่าผู้บริจาคที่ผลเป็นบวกต้องได้รับแจ้ง ได้รับคำปรึกษา และงดบริจาคถาวร
เลือดบริจาคผ่านการคัดกรองซิฟิลิสแบบไหน
ใบสมัครผู้บริจาคโลหิตของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ให้ผู้บริจาครับทราบว่าโลหิตต้องตรวจการติดเชื้อซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี ซี และเอชไอวี ก่อนนำไปใช้ทางการแพทย์ หน้างานตรวจโลหิตบริจาคของศูนย์ฯ ที่ผู้เขียนเปิดอ่านเมื่อ 24 ตุลาคม 2569 ระบุว่าศูนย์ตรวจคัดกรองโลหิตของผู้บริจาค และคัดโลหิตที่ติดเชื้อหรือผลผิดปกติออก ไม่นำไปให้ผู้ป่วย
แนวทางการตรวจปี 2568 เล่าขั้นของซิฟิลิสในเลือดบริจาคไว้ว่า เริ่มจากการตรวจภูมิต้านทานต่อตัวเชื้อแบบที่ไวสูง ถ้าเกิดปฏิกิริยา ให้ตรวจซ้ำสองครั้งด้วยการตรวจกลุ่มที่สอง อย่างน้อยสองวิธีที่หลักการต่างกัน และตรวจตัวอย่างจากสายถุงเลือดเทียบเพื่อกันการสลับตัวอย่าง ส่วนการตรวจอีกแบบ เช่น RPR หรือ VDRL ใช้ติดตามผลการรักษา
ถูกแจ้งผลซิฟิลิสแล้ว แนวทางไทยให้หน่วยรับบริจาคทำอะไรต่อ
แนวทางการตรวจปี 2568 มีข้อกำหนดที่เกี่ยวกับผู้บริจาคโดยตรง เช่น
- ตรวจยืนยันการบริจาคที่ให้ผลเป็นบวก และติดตามผู้บริจาคมาเจาะเลือดตรวจซ้ำ
- แจ้งผู้บริจาคพร้อมให้คำปรึกษา เพื่อให้ได้รับการรักษาและป้องกันการแพร่เชื้อ
- ให้งดบริจาคอย่างถาวร ตามหลักเกณฑ์ในคู่มือมาตรฐานของศูนย์บริการโลหิตฯ ปี 2567 ซึ่งผู้เขียนไม่ได้เปิดอ่าน
ผู้เขียนไม่พบในแหล่งที่เปิดอ่านว่าแจ้งผลทางช่องทางใด เมื่อได้รับการติดต่อ ผู้เขียนแนะนำให้ถามว่าผลมาจากการตรวจแบบไหน และขอสำเนาผลไว้ให้แพทย์ถ้าทำได้ เพราะแนวทางให้รายงานผลแยกตามการตรวจที่ใช้ติดตามผลการรักษา
ทำไมผลจากเลือดบริจาคยังไม่ใช่คำวินิจฉัย
แนวทางการตรวจปี 2568 ให้ห้องปฏิบัติการรายงานผลแต่ละวิธีตามจริง โดยไม่แปลผลและไม่สรุปผล เพราะการวินิจฉัยซิฟิลิสต้องอาศัยประวัติและอาการทางคลินิกร่วมด้วยเสมอ
แนวทางเดียวกันเขียนว่าภูมิต้านทานต่อตัวเชื้อยังตรวจพบได้หลังหายจากโรคแล้ว ถ้าการตรวจแบบแรกเกิดปฏิกิริยาแต่การตรวจที่ใช้ติดตามผลไม่เกิด ให้พิจารณาประวัติการรักษาทุกครั้ง ถ้าไม่ทราบประวัติ แพทย์อาจพิจารณารักษาเหมือนซิฟิลิสระยะแฝง ซึ่งเป็นระยะที่ไม่แสดงอาการ

แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของกรมควบคุมโรค ปี 2567 (แนวทาง STI ปี 2567) เขียนว่าผู้ที่รักษาแล้วส่วนใหญ่มีผลการตรวจภูมิต้านทานต่อตัวเชื้อเป็นบวกไปตลอดชีวิต การแยกระยะแฝงช่วงปลายกับซิฟิลิสที่รักษาแล้วจึงต้องอาศัยประวัติ อยากรู้ว่าผลบอกได้ไหมว่าติดมาตอนไหน อ่านต่อที่ ผลตรวจ STI บอกได้ไหมว่าติดมาตอนไหน และติดจากใคร
ไปพบแพทย์ เตรียมอะไรไปบ้าง
ผู้เขียนแนะนำให้เตรียมของเหล่านี้
- ข้อความหรือเอกสารที่หน่วยรับบริจาคแจ้งมา และสำเนาผลถ้ามี
- ประวัติเคยรักษาซิฟิลิสหรือ STI อื่น ว่าที่ไหน เมื่อไร เพราะแนวทางการตรวจปี 2568 ให้พิจารณาประวัติการรักษาร่วมกับผล
- โรคประจำตัว ยาปฏิชีวนะที่กินมาก่อน และประวัติแพ้ยา ซึ่งอยู่ในรายการซักประวัติของแนวทาง STI ปี 2567 รวมทั้งการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ซึ่งแนวทางเดียวกันเขียนการรักษาแยกไว้
- วันที่เคยตรวจหรือบริจาคเลือดครั้งก่อน ข้อนี้เป็นข้อเสนอของผู้เขียน
อย่าซื้อยากินเอง แนวทาง STI ปี 2567 ไม่แนะนำให้ประชาชนใช้แนวทางนี้ซื้อยารักษาตนเอง เพราะการใช้ยาโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องอาจรักษาไม่ได้ผล เกิดอันตรายจากยา และนำไปสู่การดื้อยา
แนวทางเดียวกันแนะนำให้ตรวจคัดกรองเอชไอวีในผู้มารับบริการทุกราย (การตรวจเอชไอวีเป็นไปโดยสมัครใจ) แนะนำการตรวจ STI อื่น เช่น ไวรัสตับอักเสบบีและซี และให้นัดตรวจเลือดครั้งต่อไป เพราะอาจอยู่ในช่วงที่ยังตรวจไม่พบการติดเชื้อ ผู้เขียนแนะนำให้ถามแพทย์ว่าควรตรวจอะไรบ้าง
เมื่อแพทย์ยืนยันผลแล้ว นัดติดตามและการดูแลคู่
แนวทาง STI ปี 2567 แบ่งซิฟิลิสเป็นหลายระยะ และใช้ระยะกำหนดระยะเวลาการรักษากับช่วงย้อนหลังที่ต้องติดตามคู่ แพทย์เป็นผู้ประเมินระยะและเลือกยา ส่วนผู้มีเชื้อเอชไอวี แนวทางให้รักษาเหมือนผู้ที่ไม่มีเชื้อ
หลังรักษา แนวทางให้นัดเจาะเลือดติดตามด้วยการตรวจที่ใช้ติดตามผล ไม่ใช้การตรวจภูมิต้านทานต่อตัวเชื้อ เพราะมักให้ผลบวกไปตลอดชีวิต ระดับผลเลือดควรลดลงตามเกณฑ์ ถ้าไม่ลดลงหรือกลับสูงขึ้น แนวทางแยกกรณีที่อาจเป็นการรักษาล้มเหลวกับกรณีที่สงสัยติดเชื้อซ้ำ และแนวทางนัดผู้มีเชื้อเอชไอวีถี่กว่า
เรื่องคู่ แนวทางให้ติดตามคู่ย้อนหลังตามระยะของโรคมารับการตรวจ ในระยะต้น คู่ในช่วงล่าสุดต้องได้รับยาเพื่อป้องกันหรือรักษา แม้ผลเลือดของคู่ปกติ ส่วนระยะแฝงช่วงปลาย ให้คู่ตรวจเลือดก่อน ข้อทั่วไปของแนวทางสำหรับผู้มารับบริการตรวจ STI เขียนว่า ถ้าคู่มาตรวจไม่ได้ อาจพิจารณาให้ยาไปพร้อมกัน แพทย์เป็นผู้ตัดสินเรื่องยาของคู่
แนวทางยังให้หน่วยบริการให้คำปรึกษาเรื่องงดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการรักษา ถ้างดไม่ได้ให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งทุกช่องทาง ถ้ากลัวว่าการบอกคู่จะไม่ปลอดภัย ผู้เขียนแนะนำให้บอกเจ้าหน้าที่ก่อน วิธีเปิดเรื่องกับคู่อ่านต่อที่ บอกคู่ว่าตรวจเจอ STI อย่างไร ให้คู่ไปตรวจและรักษาทัน

คำถามที่พบบ่อย
ศูนย์ฯ แจ้งว่าผลบวก แปลว่ามีเชื้ออยู่ตอนนี้ใช่ไหม
ยังสรุปไม่ได้ แนวทางการตรวจปี 2568 ของไทยเขียนว่าภูมิต้านทานต่อตัวเชื้อยังตรวจพบได้หลังหายจากโรค และลำดับการตรวจที่ไทยใช้ให้ผลบวกปลอมสูง โดยเฉพาะในประชากรที่พบโรคน้อย ถ้าผลการตรวจภูมิต้านทานต่อตัวเชื้อครั้งแรกกับครั้งที่สองไม่ตรงกัน แนวทางให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ข้อเหล่านี้บอกไม่ได้ว่าผลของคุณเป็นผลบวกปลอมหรือไม่ และไม่ได้แปลว่าไม่ต้องไปตรวจ ให้ไปตรวจยืนยันและให้แพทย์อ่านผลร่วมกับประวัติ
ถ้าเคยรักษาครบแล้ว ยังต้องไปพบแพทย์ไหม
ผู้เขียนแนะนำให้ไป แนวทาง STI ปี 2567 ของไทยเขียนว่าผู้ที่รักษาแล้วส่วนใหญ่มีผลการตรวจภูมิต้านทานต่อตัวเชื้อเป็นบวกไปตลอดชีวิต ส่วนแนวทางการตรวจปี 2568 ให้พิจารณาประวัติการรักษาร่วมกับผล ให้นำประวัติการรักษาเดิมไปด้วย แพทย์เป็นผู้ตัดสินว่าต้องรักษาอีกหรือไม่
จะกลับไปบริจาคเลือดได้อีกไหม
แนวทางการตรวจปี 2568 ของไทยเขียนว่าผู้บริจาคที่ผลเป็นบวกต้องงดบริจาคอย่างถาวร ตามหลักเกณฑ์ในคู่มือมาตรฐานของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ปี 2567 ซึ่งผู้เขียนไม่ได้เปิดอ่าน เรื่องกรณีของคุณ ให้ถามหน่วยที่แจ้งผล
ถ้าการแจ้งเป็นเรื่องเอชไอวีหรือไวรัสตับอักเสบ ทำอย่างไร
แผนผังในแนวทางการตรวจปี 2568 ของไทยให้แจ้ง งดบริจาค และติดตามผู้บริจาคที่ผลเป็นบวกต่อเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี หรือซีด้วย ผู้เขียนแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจยืนยันโดยเร็วเช่นกัน
อยากรู้ผลซิฟิลิส ไปบริจาคเลือดแทนการตรวจได้ไหม
ไม่ควร แบบสอบถามผู้บริจาคของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ขอให้ผู้ที่ไม่มั่นใจว่าโลหิตปลอดเชื้อ งดบริจาค ผู้เขียนแนะนำให้ตรวจที่โรงพยาบาลหรือคลินิกโดยตรง
สรุป
- แนวทางการตรวจปี 2568 ของไทยให้หน่วยรับบริจาคตรวจยืนยันผลบวก แจ้งผู้บริจาคพร้อมคำปรึกษา ติดตามมาเจาะเลือดซ้ำ และให้งดบริจาคถาวร
- ผลจากเลือดบริจาคยังไม่ใช่คำวินิจฉัย แนวทางให้อ่านผลร่วมกับประวัติ เพราะภูมิต้านทานต่อตัวเชื้อยังตรวจพบได้หลังหายจากโรค
- นำผลและประวัติการรักษาเดิมไปพบแพทย์ อย่าซื้อยากินเอง และตรวจเอชไอวีกับ STI อื่นตามแนวทาง STI ปี 2567
- ถ้ายืนยันว่าเป็นซิฟิลิส แพทย์ประเมินระยะและรักษา แนวทางให้นัดเจาะเลือดติดตาม และติดตามคู่ตามระยะของโรค
อ่านต่อได้ที่หน้า STI: รู้ทัน ตรวจเป็น และรักษาได้ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 กรมควบคุมโรค
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 กรมควบคุมโรค
- งานตรวจโลหิตบริจาค ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
- ใบสมัครผู้บริจาคโลหิต (รวมแบบสอบถามผู้บริจาค) ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย (ไฟล์ PDF บนเว็บ blooddonationthai.com)
